พุทธปรัชญาเพื่อการดับทุกข์ในยุคปัจจุบัน 

 

Buddhism Philosophy for method to stop  misery  in suddenly era.

 

 

………………โดยทั่วไปคนจำนวนมากมักคิดกันเอาเองบ้างว่าการมีความรู้สูงส่ง  มีความสามารถเฉพาะตัวสูงในหน้าที่การงาน   การเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างไปจนถึงคนที่มีชีวิตทุกชั่วโมงนาทีเพื่อคนทั้งองค์กร, สถาบัน, บริษัท, ห้างร้าน เป็นต้น    ครอบครัวที่สมบูรณ์ทรัพย์ศฤงคาร สุขภาพแข็งแรง และเกียรติ จึงจะพบกับความสุข หารู้ไม่ว่ากำลังจมอยู่กับอดีต หรือติดอยู่กับอนาคตเพียงเครื่องเอิบอาบกำซาบจิตใจร่างกายให้ดื่มด่ำกับความสุขเทียมนั้น เพราะชีวิตที่สมบูรณ์แบบ อย่างนั้นไม่มี    แต่เปล่าเลยการที่จะมีชีวิตอยู่ได้แม้ความสมบูรณ์พูลผลอย่างกระนั้นก็ตาม   ในความเป็นจริงแล้วชีวิตที่รู้อยู่กับปัจจุบันต่างหากคือชีวิตที่แท้จริงเพราะไม่ได้หลงในบุญและไม่ได้หลงในความมีความเป็นจริงๆ    และคนที่มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันต่างหาก คือคนที่มีความสุขอย่างแท้จริง.....”

โจทย์สังคมทุกวันนี้  สังคมต้องการเครื่องเยียวยาจิตใจขนานเอกที่ว่า........ทำอย่างไรดีหนอ?เราจะอยู่ในสังคมนี้ได้โดยไม่เครียดกับเรื่องเหล่านี้มากจนเกินไป ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าปัญหาทั่วๆ ไปในเมืองหลวงและปริมณฑล  ฝนตกน้ำท่วมซอย, รถติดแหง็กเป็นชั่วโมงๆ  ปัญหาอุปสงค์และอุปทานที่ไม่ใช่แค่กระทบต่อสภาวะการบริโภคใช้จ่ายของคนเดินดินกินข้าวแกงเท่านั้น  แต่กระทบมาสู่เศรษฐกิจภายใต้หลังคาเล็กๆ ของเราๆท่านๆ ทุกคน   วิสัชนาได้ว่าการมีสติดับทุกข์ที่เกิดเฉพาะหน้านั้นเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะว่าการกำหนดรู้ตามสภาพที่เป็นจริงหรือจะพูดให้เข้าใจภาษาพระก็คือการรู้จักปลงในสิ่งที่เกินกว่าความสามารถที่เราจะต้านทานมันไว้ได้  และรู้จักรับมือกับปัญหาความเครียดนั้นๆ อย่างมีศิลปะชั้นเชิงอย่างที่สุด  เพื่อปลุกเร้าให้เรา   enjoy กับงาน และให้เวลากับตัวเองเพื่อการพัฒนาความสดชื่นแจ่มใสส่องสว่างทางจิต  เพราะว่าถ้าหากวันใดสมองเกิด error  ขึ้นมา  สมองไม่รับภาระหนักอันเกิดจากความเครียดเข้าสักวัน  ถ้าเราไม่ได้เจตนาลงมือปฏิบัติสมาธิจิตหรือฝึกฝนการใช้สติกำหนดรู้บ้างก็เป็นเรื่องที่ลำบากอยู่

             

                   สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์.........เพราะเราได้เจอกับปัญหาเข้าแล้วหรือ?

               ปัจจุบันวิทยาการสมัยใหม่  ได้เจริญก้าวหน้าล้ำความเจริญทางด้านจิตใจ  เพราะมีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างมากมาย  ทำให้สังคมขยายขึ้น  ทุกคนต่างแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอดจึงมีการแข่งขันกันมากขึ้นผนวกกับการบีบคั้นทางเศรษฐกิจและสังคม  ทำให้สุขภาพจิตของคนไทยเสื่อมลง  ผู้คนมีแต่ความเครียดจึงเกิดปัญหาขึ้นมากมาย  ปัญหาต่าง ๆ เกิดจากสาเหตุ  ดังนี้

   1. ปัญหาประชากร ประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้นมากมาย  อัตราการเกิดสูง อัตราการตายต่ำ และยังมีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยอีก  จึงเกิดการแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอด  จึงเป็นที่มาของปัญหาทางจิต  ดังนี้                         

      1.1 ความยากจน เมื่อแก่งแย่งไม่ได้ก็เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดความกดดัน หมกมุ่น จนเกิดความเครียดได้

      1.2 การศึกษา  คนในสังคมปัจจุบันมักมีค่านิยมที่นับถือผู้มีความรู้  พรั่งพร้อมทางวัตถุผู้ที่ไม่มีก็จะเกิดปมด้อยหรือทำไม่ได้ตามที่ตนเองคาดหวัง  ก็ให้เป็นโรคจิต  โรคประสาทได้

      1.3 การว่างงาน  งานคืออาชีพที่เลี้ยงตนเองให้อยู่รอดในสังคม  ปัจจุบันระบบการผลิตมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้  ทำให้คนว่างงาน  งานมีน้อยกว่าคน  เกิดปัญหาคนไม่มีงานทำ

      1.4 ที่อยู่อาศัย  เมื่อมีคนจำนวนมาก ที่อยู่ก็ไม่เพียงพอ ที่มีอยู่ก็ไม่ถูกใจ  อยู่อย่างจำเป็นต้องอยู่ ก็เกิดปัญหาทางใจได้

   2. ปัญหาสุขภาพอนามัย  อนามัยของคนเป็นเครื่องชี้คุณภาพของพลเมืองในประเทศได้      ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง  ก็จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาทางจิตของคนไทยในปัจจุบันซึ่งแยกได้ดังนี้

      2.1 ปัญหาครอบครัวนับว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก  ถ้าครอบครัวเกิดความขัดแย้ง  ความสงบสุขไม่เกิดขึ้น  ถ้ามีลูกลูกก็จะมีปัญหาต่อไป  ถ้าครอบครัวเกิดความแตกแยก  สภาพจิตใจของทุกฝ่ายก็จะแย่ลง                                                                                                   

      2.2 ปัญหายาเสพย์ติด  ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงมากในปัจจุบันส่วนหนึ่งมาจากปัญหาครอบครัว     และสังคมที่บีบรัด

      2.3 ปัญหาการบริโภค  คนไทยมีค่านิยมในการบริโภคเกินพอดี  หมกมุ่นอยู่ในความสุขทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนเกินความจำเป็นเมื่อทำไม่ได้ตามที่ต้องการก็เกิดความเสื่อม    ทางใจ  เพราะว่าเกิดความทุกข์มีปรารถนาต้องการอยู่ตลอดเวลา   หรือทางพระพุทธศาสนาเรียกว่ากามคุณ 5 เป็นต้น

      2.4 โรคภัยต่าง ๆ ปัจจุบันโรคภัยใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา  ทำลายชีวิตของผู้คนอย่างมากมาย  โดยเฉพาะโรคเอดส์  ที่เป็นแล้วตาย  ผู้ที่เป็นจะเกิดความกลัวมีความเครียด  เกิดปัญหาอย่างมากในสังคมปัจจุบัน  สิ่งนี้เราใช้ศีลข้อกาเมฯมาแก้ คือ ไม่ประพฤติผิดมั่วลูกมั่วเมีย มั่วในคู่ครองของผู้อื่นถ้าจะว่าให้ง่ายๆหน่อยก็คือไม่ไปยุ่งกับคนที่เขาหวงห้ามทั้งลูกสาวหรือ ลูกชาย สามีของเขา      เป็นต้น

   3. ปัญหาแรงงาน  เมื่อประชากรมากขึ้นการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น  แรงงานส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำ  เล่นพรรคเล่นพวก นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีด้านการผลิตมาใช้มากขึ้น  คนจึงตกงานเมื่อคนตกงานมาก ๆ ขึ้น  ก็เกิดความฟุ้งซ่านซึ่งเป็นที่มาของโรคจิตอีก

   4. ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  ปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญอย่างมากมีผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาโรคทางจิตได้เพราะปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

      4.1 มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย ทำให้คนเกิดความอยากมี อยากเป็น อยากได้  พอไม่สำเร็จก็เครียด  เช่น  บ้าน  รถยนต์  วิทยุ  โทรทัศน์  โทรศัพท์  เป็นต้น

      4.2 สื่อ  ข่าวสารข้อมูล  ปัจจุบันแพร่ไปอย่างรวดเร็วคนที่ไม่ทันเหตุการณ์ก็เคลือบแคลงสงสัย  คนที่รู้เร็วรู้มากก็ปรับตัวไม่ทัน  ทั้งหมดก็มีผลทำให้กระทบต่อจิตใจ

      4.3 มลพิษ เกิดขึ้นได้ทุกขณะ คนในเมืองเจอการจราจรติดขัดก็เครียด เจอควันพิษก็เครียด  แต่ทุกอย่างก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

   ทุกปัญหาคือที่มาของโรคจิต  ซึ่งนับวันจะมีความรุนแรงขึ้นการแก้ไขปัญหาจึงทำได้ยากหรือต้องใช้เวลานาน  บางปัญหาแก้ไขไม่ได้เลย  แต่เราจะอยู่รอดในสังคมได้เพราะเราเป็นชาวพุทธ  พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสุขภาพจิตไว้มากมายโดยเฉพาะการนั่งสมาธิ  ซึ่งใช้ได้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน

 

 

 

        ธรรมะในปัจจุบัน     ไม่ได้มีแต่เพียงในวัดดังๆ และวัดที่ไม่ดังเท่านั้น  แต่ปัจจุบันได้มีการสร้างวัดออนไลน์   ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ตามความเป็นจริงของสมัยกระแสนิยมผลิตภัณฑ์ครองโลก   อาจเพราะว่าประเทศไทยเราเหมาะแก่การเผยแผ่หลักธรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างสูงสุดในระดับ  Ultimate เลยก็ว่าได้อยากจะบอกว่าพระภิกษุและพุทธบริษัทเชื้อสายไทยกว่า80% ที่ท่านเป็นพระมหาเปรียญ พระนักศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์ของเมืองไทยท่านเข้าใจธรรมะในระดับที่สามารถถ่ายทอดออกมาในระดับหนึ่งได้เป็นอย่างดี  คงไม่ต้องบอกว่าเอ้านั่งสมาธิทำอย่างไร เอ้าหลับตาเบาๆ หายใจเข้าลึกๆ นึกถึงพระพุทโธ  นั่นประชาชนทำได้ทั้งประเทศแล้ว   แต่ทว่าสิ่งที่ผู้คนต้องการก็คือ “หนังสือธรรมะดีๆ สักเล่ม”  ที่มีไว้อ่านทำความเข้าใจรับรู้และรับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง  นั่นเพราะหนังสือธรรมะไม่เคยทำร้ายความรู้สึกใครมากไปนัก  เพราะนั่นเป็นความจริงอย่างน้อยก็ กว่า  70%  ที่นำมาจากพระไตรปิฎกเล่มมหึมาหนาเท่าตึก  ผ่านการคัดสรรค์ปรับปรุงสังคายนามาแล้วจากยุคหนึ่งส่งต่ออีกยุคหนึ่ง   ทำไมพระภิกษุในพระพุทธศาสนาชาวจีนที่ชื่อซัมจั๋งถึงได้ยอมเสียสละความมียศถาบรรดาศักดิ์แสวงหาพระธรรมเพื่อแปลมาเป็นคัมภีร์  โดยหาทางการเดินทางที่ลำบากลำบน   เป็นที่ยอมรับได้ในหมู่ผู้มีปัญญา  และทั้งนักวิชาการต่างๆ  การศึกษาธรรมะคือการพักผ่อนระยะสั้นทางจิตวิญญาณที่ได้ผลอย่างเลิศที่สุด.........เกิดมาชาติหนึ่งเราต้องอ่านหนังสือเรื่องมิลินทปัญหาให้ได้.....ต้องอ่านคัมภีร์ปัญญาสชาดกให้ได้......ต้องอ่านหนังสือพระเจ้าสิบชาติให้ได้........ต้องอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรให้ได้เพราะเหตุใดที่พระถังซัมจั๋งผู้เป็นนักปราชญ์สูงสุดในยุคหนึ่งของจีนต้องอดทนยอมเดินทางอัญเชิญพระไตรปิฎกต่อถึงแม้ว่าตนจะต้องคมศรเจ็บปวดก็ยังดั้นด้นไปนำพระคัมภีร์กลับมาแปลเผยแผ่พระธรรมยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน  ผู้เขียนเพียงแค่ต้องการจะบอกว่าบางครั้งอารยธรรมโบราณอย่างอารยธรรมพระพุทธศาสนานั้นได้แลกมาด้วยความยากลำบากของบรรดาครูบาอาจารย์ผู้ตรากตรำอุตสาหพยายาม  เพื่อต้องการให้ประเทศของตนๆ ได้มีตำราทางพระพุทธศาสนาชั้นดีไว้ศึกษาเพื่อความเจริญก้าวหน้าของคุณภาพชีวิต  และเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างสูงสุดทางจิตวิญญาณ

                                                                                                                  

 

 

                เป็น....อะไรที่ยากหากจะมีการนำเรื่องพระพุทธศาสนามาแนะนำแนวทางประชาชนในยุคที่การเมืองร้อนระอุกว่าเศรษฐกิจการลงทุน  การแบ่งกีฬาสีหลายฝ่ายทางการเมือง  เพื่อการต่อรองความชอบธรรม (ที่เพิ่งจะได้ปิดฉากลงอย่างคลุมเคลือคุกรุ่นแต่เขม่ายังมีติดมานิดๆ)  อาจมีคนตั้งคำถามเล่นๆ ในใจบ้างว่า “ความสามัคคีในชาติ”ที่เพื่อนไทยเคยร่วมใจกันมาหายเข้ากลีบเมฆแล้วหรือ?  หรือว่านั่นคือแค่เกมส์กดธรรมดาที่พอถ่านหมดเกมส์ก็หมดไปตามถ่านอย่างนั้นหรือ?

ความจริงคนไทยเราเป็นชาติที่งดงามไปด้วยน้ำใจ    มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  คนดีศรีอยุธยา  ก็มาเป็นคนดีศรีสยามแทน  ไม่มีใครเลยที่จะเป็นผู้ชนะสิบทิศค้ำฟ้าตลอดกาลนั่นคือไตรลักษณ์ (แม้แต่พระเจ้าบุเรงนองก็ตาม)      ค่าแรงที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าถูกมากๆ หุ้นที่น่าช้อนซื้อมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก   ประเทศที่เคยเรียกตนว่าเคยเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำถูกที่สุดแต่ในทางกลับกันอะไรในหลายๆ เรื่องได้ถูกเปลี่ยนแปลงในทุกๆบริบท   โดยเฉพาะบริบททางการเมืองไปมากมายจนบางครั้งตาสีตาสาที่อยู่บ้านนอกต่างจังหวัดทำอาชีพการเกษตรทำนาทำไร่อาจรู้ไม่เท่าทันการเมืองและ  ยุคเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง  หากจะมีการนำหลักการบางอย่างที่มาจากทางพระพุทธศาสนา(หรือหลักธรรมพุทธฯ)ที่เป็นพื้นฐานศรัทธาทางจิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยมสำหรับสังคมชาวไทยที่ทุกวันนี้พุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมชั้นรากแก้วไปเสียแล้ว  บางครั้งบางทีการ “เคลือบรส” หรือธรรมะเคลือบช็อกโกแลตอาหารทานเล่นรสหวาน อย่างที่ท่านว. วชิรเมธีท่านได้เคยกล่าวไว้นั้นอาจเป็นทางเลือกที่สำหรับนักเผยแผ่ธรรมะรุ่นใหม่ได้หยิบฉวยมาใช้สอดแทรกบริบททางธรรมและผนวกองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องการจะสื่อสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดประเด็นที่แจ่มแจ้ง จูงใจ เร้าใจ และ ร่าเริง  เพราะว่าทุกวันนี้การจะทำอะไรให้ได้รับความนิยม  หรือพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย เป็น “Talk of The town” นั้นจะต้องมีการ “จับประเด็น”   และได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจนกลายมาเป็นกระแสนิยมคล้ายเทรนด์เกาหลี (เสื้อผ้า,ทรงผม,รสนิยม,วัฒนธรรมการกินประมาณนี้)  นอกจากสื่อตีพิมพ์แล้วก็ยังมีระบบเครือข่ายอย่าง ที่ทราบกันมากมายในปัจจุบัน    จะว่าไปแล้วหลักการพื้นฐานที่เรียกว่าฆราวาสธรรมก็เป็นเรื่องที่คอยประคับประคองประเทศได้เป็นอย่างมาก  อาทิเช่น  เรื่องของ  “สัจจะ  ความจริงใจต่อกันฉันญาติมิตร”  “ทมะ ความรู้จักข่มกลั้นจิตใจที่พลุ่งพล่านเพราะความโกรธขึ้งขาดปัญญาในการดำเนินชีวิต” การเมืองกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่รังแต่จะสร้างความแตกแยกทางจิตใจที่ร้าวรานของประชาชนภายในชาติ โดยลืมนำหลักธรรมที่สูงที่สุดมายับยั้งนั่นก็คือ “สติมาปัญญาเกิด  ถ้าสติเตลิดจะเกิดปัญหา” ก็คือเมื่อไม่ประมาทในธรรมก็เท่ากับมีสติ  เมื่อมีสติก็มีปัญญามีการรับรู้กลั่นกลองที่ถูกต้อง   สรุปเอาง่ายๆ ที่สุดก็คือการนำหลักการที่ว่าพวกเราทุกคนในชาติมาร่วมกันเสียสละสติปัญญาความรู้ความสามารถคนละนิดหน่อย “หยุดที่นี่  หยุดเดี๋ยวนี้  หยุดที่ใจของพวกเราทุกคน  ก่อนที่กรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยกว่าปีจะแตก!!!!”  นี่ไม่ได้เป็นการเตือนที่ว่าทำไมหล่ะ เราต้องมาทะเลาะกัน  เกลียดโกรธกัน  ทำร้ายกัน เพราะเรื่องไร้สาระบางเรื่อง?!!!ที่พรากพาชีวิตประชาชนมาจมมากองมาทับถม มาแก่งแย่งศรัทธาที่ไม่ได้อยู่ในวัดกันด้วย?!!! อยุธยาแตกเพราะขาดความสามัคคี  กรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยกว่าปีก็อาจแตกได้เพราะการขาดความสามัคคีของคนในชาติเหมือนกัน   ในยุคที่บ้านเมืองไร้พรมแดนอย่างนี้ไม่มีกำแพงเมืองอีกต่อไปแล้ว  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือศีลธรรม  หลวงพ่อพุทธทาสท่านให้วาทะไว้อย่างน่าคิดว่า “ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ” ซึ่งได้เป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในยุคนี้   การที่ผู้เขียนได้นำแนวคิดพุทธปรัชญามาผนวกกับหลักการใช้สติกำหนดรู้ที่ไม่ยากจนเกินไปและก็ไม่ได้ง่ายจนเกินไปนัก  เพื่อต้องการให้คนที่ได้อ่านได้ซึมซับพระธรรมอย่างเป็นฉากเป็นชั้นเท่าที่จะถ่ายทอดได้ ตามสติกำลัง  เพื่อต้องการให้หนังสือเล่มที่ท่านผู้อ่านได้ถืออ่านอยู่ในขณะนี้ได้นำไปปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคุณภาพจิตใจของท่าน   เพื่อการผ่อนคลายโสตประสาทที่ได้ถูกกระตุ้นโดยปัญหารุมเร้าต่างๆ ทั้งด้านการงาน  การเงิน และ เรื่องราวต่างๆ ที่ได้มากระทบต่อจิตใจของท่าน           ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือถ้าหากอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นก็ต้องแก้ที่จิตใจของผู้มีอำนาจ  คือต้องยุติแกนนำทุกฝ่ายอย่างแท้จริง  เวรที่ระงับด้วยการไม่จองเวรตอบ  เพื่อห้ามความโกรธกันของบางฝ่ายให้มันยุบลงน้อยลง  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าให้เอาชนะคนมักโกรธด้วยการไม่โกรธตอบ  เอาชนะคนพูดพล่อยๆ ด้วยคำจริง  เอาชนะสิ่งไม่ดีด้วยความดี(กรณีนี้ยกเว้นอีกฝ่ายมีสัญญาณของความรุนแรงหรือมีอาวุธในมือ)    เคยคิดกันบ้างไหมว่าตอนเราเกิดมาเราเกลียดกันทันทีหรือไม่? แน่นอนว่าไม่มีใครที่จะเกลียดขี้หน้ากันมาตั้งแต่เกิดหรอก  เรามาหัดโกรธกันก็ตอนที่เราต่างก็มีปัญหากันทั้งนั้น  แล้วจะทำอย่างไรหล่ะให้เราไม่ต้องมาฆ่ากันมาเกลียดกัน  ใครคิดออกแล้วนั่นแหละคนฉลาดคิดได้ก่อนเขา  คิดในทางไม่เบียดเบียน  ไม่ทำร้าย ไม่มุ่งร้ายต่อฝ่ายใด  เพราะนั่นเป็นสิ่งที่จะเป็นเครื่องประกันได้ว่าเราจะไม่ต้องมาคิดทำร้ายต่อกันอีก  ใครอยากรวยท่องเอา อุ อา กะ สะ หัวใจของเศรษฐีที่พระพุทธเจ้าทรงประทานมากว่าสองพันปีแล้ว อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหาเงินหาทรัพย์  อารักขสัมปทา  ถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ก็คือการยับยั้งชั่งใจในการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนั่นเอง  ที่สำคัญคือ    กะ  กัลยาณมิตตตา  รู้จักเลือกคบคนดีมีความรู้ในการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาทน่าคบ เป็นคนสะอาด  ไม่เป็นคนพาลมักโกรธ  อิจฉาริษยาตาร้อนกัน  เป็นคนที่แนะทางดีมีประโยชน์ ไม่ซ่องเสพอบายมุขมีน้ำเมาเป็นต้นอันทำให้เกิดความประมาท ส่วนข้อที่สี่ก็คือ สะ   หมายถึง สมชีวิตา (อ่านว่า สะ-มะ-ชี-วิ-ตา)คือมีความรู้จักพอรู้จักสร้าง และเผื่อแผ่จุนเจือส่วนที่ตนเหลือเพื่อแบ่งปันแก่ผู้ที่ควรให้ปัน เพราะผู้เจริญย่อมมีความคิดดี  มีความเพียรดี  มีความเป็นอยู่ที่น่าสรรเสริญ  อย่างที่เรียกว่า “อยู่อย่างต่ำ  การกระทำอย่างสูง” นั่นเอง กล่าวคือไม่สร้างสถานการณ์ที่น่าปวดหัว  น่าหัวเราะเยอะ  น่าดูหมิ่น  เราไม่ต้องการเห็นภาพอย่างนี้ในทุกสังคม  เพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการสุมเชื้อไฟอย่างดีให้กับความโกรธ

                เป็นการยากที่จะนำธรรมะเข้ามาสอดแทรกเพื่อให้ประชาชนที่มีธุลีในดวงตามากบางคนได้รับรู้  แต่ธรรมะที่แฝงนัยยะที่ไม่เกี่ยวดองกับปัญหาทางการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุอยู่ในปัจจุบันทันด่วนนี้ ( ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2553-ปัจจุบัน)    และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการคลี่คลายไปในแนวทางที่ดีแต่อย่างไร ชาวพุทธและนักวิชาการ  รวมถึงประชาชนทุกคนได้ภาวนา (เพียรพยายาม) ที่มาการแบ่งเกมส์  แบ่งอำนาจ  แบ่งเจตนาใด ๆ  ในกลยุทธ์ทางการเมือง (Strategy of politics) เพื่อการเร่งรัดบรรลุผลแห่งเจตนาตามที่ตนต้องการ  อันอาจส่งผลถึงการเกิดผลเสียกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศโดยเฉพาะ  ด้านธุรกิจการท่องเที่ยวที่ประเทศเราต้องเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน  ถ้าจะให้แก้กันได้อย่างแท้จริงก็ควรจะเป็นการแก้กันที่จิตใจด้วยปิยวาจา  เพราะว่าการพูดดีมีชัยไปกว่าครึ่ง  สงเคราะห์กันตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประการ มีทาน  การให้ในสิ่งที่ดี  สิ่งที่เขากำลังต้องการอยู่ในขณะนั้น  เป็นต้น

                ขึ้นชื่อว่าพุทธศาสนาแล้วใครๆ ต่างก็รู้กันเป็นอย่างดีว่าเป็นศาสนาที่ว่าด้วยปัญญาการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า   เพราะเหตุที่พระองค์ทรงเป็นผู้เลิศที่สุดในโลกด้วยพระญาณบารมีปัญญาธิกพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งยวดด้วยพระปัญญาบารมี)แล้วนั้นจึงทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลาย(พุทโธ  เม  นาโถ)ในอดีตกาลเจ้าชายสิทธัตถะทรงสละความสุขสบายส่วนพระองค์(Well-being)ทั้งทรัพย์ศฤงคารและศักดินาอันสูงส่ง   (Crown  property and Highness  Feudal)เพื่อแสวงหาหนทางแห่งการตรัสรู้ธรรมโดยการเสด็จออกบรรพชา   เป็นลาภอันประเสริฐแล้วที่เราได้มีโอกาสเกิดมาเป็นคนไทยอยู่ในดินแดนที่รักความสงบ  ไม่ชอบการรุกรานใครเช่นนี้   การที่เราจะนำพระพุทธปรัชญาต่าง ๆ ของพระองค์มาทำการศึกษา    การแสวงหาความจริง  ความสุข  และความพ้นทุกข์นั้นมี 2  ระดับกล่าวคือระดับที่ 1 ก็คือ ความพ้นทุกข์จากการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนหรือการที่เรานำเอาหลักการในการดำเนินชีวิตแบบชาวพุทธที่เรียบง่ายอันเป็นวิถีภูมิปัญญาตะวันออกมาปรับใช้ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราสมาทานศีล  5 และศีล 8 มายึดปฏิบัตินี่ก็มีการไม่เบียดเบียนผู้อื่น และตนเองทั้งทางกาย  ทางวาจา  และทางใจนี่ก็เป็นการระงับกิเลสขั้นพื้นฐาน  เพราะว่าโดยปกติแล้วชีวิตของมนุษย์นั้นมักจะต้องมีการเบียดเบียนชีวิตของสัตว์อยู่บ้าง  ถึงจะบอกว่ามิได้เจตนาใจเราก็ยังเป็นทุกข์ขุ่นมัวอยู่ดี  แต่หากว่าเราลองปฏิบัติศีลดูบ้างใจเราก็จะสดชื่นขึ้นมาบ้างนี่เป็นหลักการเบื้องต้น    ส่วนความพ้นทุกข์ในระดับที่  2 นั้นเป็นความพ้นทุกข์ที่เป็นปรมัตถ์คือเป็นความสุขใจที่เป็นขั้นเป็นชั้น  เป็นความสุขระดับของพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันจนถึง ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงของท่านที่บรรลุเป็นพระอรหันต์    นี่คือความสั่งสอนธรรมในระดับต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้าแต่ในที่นี้ผู้เขียนหมายเอาความพ้นทุกข์ในระดับแรกก็คือการปฏิบัติตามธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการครองชีพของชาวโลกเพราะว่าพระพุทธศาสนาก็อยู่ได้ด้วยการเลี้ยงชีพด้วยการอุปโภคบริโภคที่ประกอบไปด้วยปัจจัยสี่  คือ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรคที่ต้องมีการเอื้อเฟื้อกันอย่างจริงใจ   กล่าวคือชาวโลกถวายทานศรัทธา  พระภิกษุหนุ่มสามเณรให้ธรรมะเพื่อความอุ่นใจ  ที่บอกว่าอุ่นในก็เพราะว่าทุกวันนี้ชาวโลกเป็นทุกข์มากเนื่องมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจบ้าง    ปัญหาสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาบ้าง  ปัญหาการทุจริตต่อหน้าที่บ้าง เป็นต้น      ในเมื่อเราต่างก็จะต้องมีการแสวงหาทรัพย์มาใช้ในการดำรงชีวิต  จึงทำให้เราไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เลยว่า ชีวิตของเราต้องมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจทั้งรายเล็กและ รายใหญ่ด้วย ไม่มากก็น้อย  ที่ว่ามากก็คือ เราอาจจะต้องเป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้วยตัวของเราเอง  ที่ว่าน้อยก็คือ  แม้เราจะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้วยตัวของเราเอง  แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค เราก็อาจต้องรับผลกระทบจากการทำธุรกิจของนักธุรกิจด้วยอย่างที่เราไม่ต้องสงสัยเลยก็เป็นได้

 

                และยิ่งโลกเราทุกวันนี้ยิ่งมีความเจริญเพิ่มมากขึ้นเท่าใด  ธุรกิจก็ยิ่งมีอิทธิพลกว้างขวางและมีความปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องแนบแน่นกับวิถีชีวิตของมนุษย์มากขึ้น  และด้วยเหตุนี้กระมังเรื่องทางคุณธรรมจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดจึงเป็นที่มาของการนำหลักการบริหารที่นำคุณธรรมจริยธรรมทางสังคมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างที่เรียกกันว่าหลักการบริหารที่ดี(Good Governance) เรื่องทางคุณธรรมก็เป็นสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในเรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์  แม้ในทางเศรษฐศาสตร์ก็เชื่อว่าทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดก็คือมนุษย์ เราจึงต้องนำคุณธรรมมานำความสามารถของมนุษย์  คุณธรรมที่จะช่วยนำพาสังคมธุรกิจไปสู่ความถูกต้องดีงาม  ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขของมวลมนุษยชาติ  แต่ทว่าก็ยังมีธุรกิจบางประเภทที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสันติสุขของสังคมโลก  เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของมนุษย์  เป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังเป็นที่จับตามองของบรรดานักวิชาการ  และนักสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย 

                ด้วยเหตุประการนี้เอง  นักวิชาการ นักพิทักษ์สิ่งแวดล้อม สถาบัน  และหลายๆ องค์กรที่ได้ตระหนักถึงความจริงอันนี้ต่างก็ได้แสวงหาหนทางที่จะคลี่คลายปัญหาที่เป็นผลพวงจากการทำธุรกิจของคนบางกลุ่มบางพวก

                มีนักวิชาการชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อย  ที่ได้หันกลับมาสนใจภูมิปัญญาตะวันออกถึงขนาดที่เรียกว่ามีความเห็นในลักษณะในแง่ที่เรียกว่า “ฟันธง”หรือ “Confirm” ในแบบที่ว่าหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นสามารถนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตในหลายๆด้านได้อย่างพอเหมาะพอควร  และหลักธรรมสำหรับการปฏิบัติเพื่อการเสริมสร้างสันติสุขภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติเองและยังรวมไปถึงผู้ที่ได้สนใจใฝ่รู้ในด้านการปฏิบัติธรรมจะได้นำคุณธรรมที่มีในตนเองไปเผยแผ่แนะนำผู้ที่มีความทุกข์มีปัญหาในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

 

 

 

 

ความสุขของคฤหัสถ์ 4 ประการกำเนิดของพุทธปรัชญา

            พระพุทธเจ้าหรือพระมานเดิมว่า เจ้าชายสิตถะ ผู้เป็นต้นกำเนิดของพุทธปรัชญา  แม้เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงสุขสำราญเพียบพร้อมไปด้วยสมบัติ และห้อมล้อมไปด้วยบริวารมากมายก็ตาม แต่พระองค์ก็มิได้ทรงหลงหรือคลั่งไคล้อยู่กับสิ่งเหล่านั้น พระองค์ทรงสนพระทัยในปัญหาต่าง ๆ อยู่เสมอ ปัญหาที่กำลังคุกคามต่อประชาชนอยู่ในขณะนั้น ก็คือความทุกข์ยากของประชาชน พระองค์ทรงคิดว่าปัญหาทั้งหลายมีทางที่จะแก้ได้  เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวช ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา เพื่อที่จะทำการค้นหาหนทางแก้ความทุกข์ยากทั้งปวง หลังจากที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานการบวชในเพศของบรรพชิตแล้วพระองค์ก็เสด็จเข้าศึกษาในสำนักของคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง สำนักของอาฬารดาบสและอุทกดาบส ก็เป็นสำนักหนึ่งที่พระองค์ได้เคยเข้าไปศึกษามาจนจบแล้ว เมื่อพระองค์ได้ศึกษาค้นคว้าจากสำนักอาจารย์ต่าง ๆ แล้ว พระองค์ก็พบว่าคำสอนและวิธีปฏิบัติของบรรดาอาจารย์เหล่านั้นมิใช่หนทางแห่งการดับทุกข์ได้หมดสิ้นดังนั้น พระองค์จึงออกมาค้นหาสัจธรรมด้วยพระองค์เอง พระพุทธองค์เข้าสู่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนที่พระองค์จะเข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์ได้ประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายให้รู้ สังขารทั้งหลายมีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลาย จงยังกิจของตนและผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแต่ตั้งให้สาวกรูปใดเป็นศาสดาแทนพระองค์ โดยพระองค์ตรัสว่า พระธรรมวินัยเป็นศาสนาแทนพระองค์ การที่จะเห็นพระพุทธองค์นั้นก็คือการเห็นธรรมวินัย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ใครเห็นธรรมว่าเห็นเรา”

ความหมายและหลักคำสอนพื้นฐานในพุทธปรัชญา

พุทธปรัชญา คือ หลักคำสอนเกี่ยวกับความจริง (สัจธรรม) และหลักปฏิบัติ (จริยธรรม) บางประการของพระพุทธศาสนาที่นำมาศึกษาวิเคราะห์ด้วยการใช้เหตุผลตามวิธีการของปรัชญา” ตามคำนิยามนี้หมายความว่า พุทธปรัชญาจะจำกัดวงอยู่ในส่วนที่เป็นศาสนธรรมของพระพุทธศาสนาเท่านั้น

คัมภีร์ของพุทธปรัชญา

               คัมภีร์ที่สำคัญของพุทธปรัชญาเรียกว่า “พระไตรปิฎก” ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่รวมเอาหลักธรรมของพุทธปรัชญามารวมไว้เป็นหมวดหมู่ หลักธรรมเหล่านั้นมีทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้เขียนขึ้นมามากมาย เช่น พระอรรถกถาจารย์ได้เขียนคำอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกขึ้น เรียกว่า “อรรถกถา” พระฎีกาจารย์ได้เขียนหนังสืออธิบายข้อความในอรรถกถาเรียกว่า “ฎีกา” และพระอนุฎีกาได้เขียนหนังสืออธิบายฎีกาอีกต่อหนึ่ง เรียกว่า “อนุฎีกา” นักปราชญ์ทางพุทธศาสนายังเขียนหนังสือเพื่ออธิบายอนุฎีกาอีก เรียกว่า “โยชนา” นอกจากนี้ ก็ยังมีหนังสือที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายหัวข้อธรรมเฉพาะเรื่องอีกเรียกว่า “ปกรณ์วิเสส” เช่น มงคลทีปนี วิสุทธิมรรค เป็นต้น ซึ่งเป็นผลงานการรจนาของพระมหาเถระผู้มีความเชี่ยวชาญในศาสนาพุทธหลักธรรมในพระไตรปิฎกถือว่าเป็น “พุทธพจน์” หรือ “พระบาลี” คือเป็นถ้อยคำหรือคำพูดที่พระพุทธองค์ตรัสเอง และถือว่าเป็นหลักฐานหรือข้อมูลขั้นที่หนึ่ง (ข้อมูลขั้นต้น) ในการศึกษาหรือนำมาอ้างอิง แต่บางตอนอาจจะเป็นถ้อยคำหรือคำพูดของสาวกบ้าง แต่พระพุทธองค์ก็ทรงรับรองอีกครั้งหนึ่ง

หลักธรรมในพุทธปรัชญาทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ นี้ แบ่งออกได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ ตามลักษณะของคำสอน พระไตรปิฎก แปลว่า ตะกร้า 3 หมายถึงการจัดหมวดหมู่ของหลักธรรมไว้เป็น 3 หมวดแล้วเรียกชื่อตามหมวดของหลักธรรมนั้น ๆ ได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก และแต่ละหมวดก็การแบ่งย่อยออกไปอีก ดังรายละเอียด ดังนี้

ก. พระวินัยปิฎก มีตัวข้อธรรมที่เรียกว่า “พระธรรมขันธ์” ทั้งหมดมี 21,000 พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อใหญ่ ๆ คือ

(1) อาทิกรรม (สุตตวิภังค์)

(2) ปาจิตตีย์ (ภิกขุณีวิภังค์)

(3) มหาวรรค

(4) จุลวรรค

(5) ปริวาร

ข. พระสุตตันปิฎก มีหัวธรรมทั้งหมด 21,000 พระธรรมขันธ์ เป็นคำสอนที่ได้มาจากการบันทึกการเทศนาของพระพุทธเจ้า รายละเอียดในแต่ละเรื่องจะบอกว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ใด มีใครเป็นผู้สดับธรรม ทรงแสดงธรรมเรื่องอะไร และเมือจบพระธรรมเทศนาแล้ว ปรากฏผลอย่างไรบ้าง พระสุตตันตปิฎกแบ่งออกเป็น 5 คัมภีร์ใหญ่ ๆ คือ

(1) ทีฆนิกาย

(2) มัชฌิมนิกาย

(3) สังยุตตนิกาย

(4) อังคุตตนิกาย

(5) ขุททกนิกาย

ค. พระอภิธรรมปิฎก มีหัวข้อธรรมทั้งหมด 42,000 พระธรรมขันธ์ เป็นคำสอนเกี่ยวกับปรมัตถธรรมล้วน ๆ เป็นชั้นสูง ละเอียดลึกซึ้ง การพรรณนาหรือการอธิบายไม่ระบุบุคคล สถานที่ และกาลเวลา แบ่งออกเป็น 7 คัมภีร์ คือ

(1) สังคณี

(2) วิภังค์

(3) ธาตุกถา

(4) ปุคคลบัญญัติ

(5) กถาวัตถุ

(6) ยมก

(7) ปัฏฐาน

พุทธธรรมที่สำคัญ

                 พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนอภิปรัชญาที่ขาดจากภาคปฏิบัติ พระองค์จึงไม่ทรงเน้นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาอภิปรัชญาในสมัยนั้นนิยมคิดกัน แต่ทรงสอนเน้นในเรื่องการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์เป็นสำคัญ การที่พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อปัญหาอภิปรัชญาก็ด้วยเหตุผลที่ว่า การถกเถียงในเรื่องของโลกว่า เที่ยงหรือไม่? เป็นต้น ตามทัศนะของพุทธเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ ไม่ใช้เหตุที่จะนำมหาชนเข้าสู่จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธองค์ทรงไม่พยากรณ์ในเรื่องทั้งหลายดังกล่าว แต่ในพุทธธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ก็เป็นการตอบปัญหาในเรื่องอภิชญาอย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ซึ่งจะได้กล่าวถึงพุทธธรรมบางหัวข้อ เป็นต้นลำดับ ดังต่อไปนี้

ทุกข์เป็นสำคัญ การที่พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อปัญหาอภิปรัชญาก็ด้วยเหตุผลที่ว่า การถกเถียงในเรื่องของโลกว่า เที่ยงหรือไม่? เป็นต้น ตามทัศนะของพุทธเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ ไม่ใช้เหตุที่จะนำมหาชนเข้าสู่จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธองค์ทรงไม่พยากรณ์ในเรื่องทั้งหลายดังกล่าว แต่ในพุทธธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ก็เป็นการตอบปัญหาในเรื่องอภิชญาอย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ซึ่งจะได้กล่าวถึงพุทธธรรมบางหัวข้อ เป็นต้นลำดับ ดังต่อไปนี้

อริยสัจ 4 (The Four Noble Truths)

                   อริยสัจ แปลตามอักษรว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของท่านผู้ประเสริฐ (อริยะ) หรือ ความจริงอันทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐ ดังนั้น ผู้ใดรู้แจ้งเห็นจริงในอริสัจ ผลนั้นก็จะกลายเป็นพระอริยบุคคลหากจะกล่าวโดยสรุป คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดอาจประมวลลงในอริยสัจ เป็นต้นว่า หลักขันธ์ 5 หลักไตรลักษณ์ หลักธรรมและหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นอาทิ ล้วนแต่เป็นเรื่องของทุกข์สัจทั้งสิ้น การที่พระพุทธองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็เพราะทรงตรัสรู้อริยสัจ 4 นี่เอง ด้วยเหตุนี้ อริยสัจ 4 จึงมีความสำคัญมาก อาจกล่าวได้ว่า อริยสัจ 4 เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทีเดียว

 

                ความสุขทั้งหลายบรรดาที่ได้มีอยู่พอที่จะหามาซ่องเสพกันได้นั้นที่พากันปรารถนาเอาเข้าอย่างจริงๆ จังๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของเรื่องเงินๆ ทองๆอยู่ดี ดังที่พระพุทธองค์ทรงได้ตรัสเอาไว้ว่า ความสุขของคฤหัสถ์นั้นมีอยู่ 4 ประการ คือ

  1. ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์
  2. ความสุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
  3. ความสุขที่เกิดจากการไม่มีหนี้สิน
  4. ความสุขที่เกิดจากการทำการงานที่ไม่มีโทษภัย

ศาสนาที่ย้อนยุคสมัยมีมาแต่ครั้งที่อะไรๆ ยังเป็นไปตามธรรมดาสามัญกว่านี้อย่างมากมายนั้น จะเป็นเสมือนกระแสอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ที่ผ่านเข้ามาในห้องที่มีผู้คนแออัด บาทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะหวนกลับไปหาคุณค่าที่ว่าเก่าๆ แต่คงทนดีกว่า    เมื่อการดำเนินชีวิตและกิจการต่างๆ ยึดหลักความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าจะมุ่งหาผลประโยชน์ให้แก่ตน ก็จะเห็นผลปรากฏว่า ชีวิตและกิจการเหล่านั้นมิใช่จะเลวร้ายอย่างที่เราเคยคิด และที่แท้แล้วมันจะช่วยให้ชีวิตของเราโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นด้วย ลองนำแนวคิดของคนสมัยนี้จำนวนมากที่มองสังคมเป็นสนามชิงผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง กับคำสอนง่ายๆ ว่าด้วย “การปฏิบัติต่อกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง” หน้า ๖๒ มาเทียบกันดูซิว่าเป็นอย่างไร คนปัจจุบันจำนวนมากมองชีวิตทุกวงการเป็นการต่อสู้ระหว่างผลประโยชน์ที่ขัดกัน เกิดเป็นฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้าง รัฐบาลกับราษฎร คนมีกับคนจน และแม้แต่หญิงกับชาย หรือลูกกับพ่อแม่ เมื่อคนถือเอาทรัพย์และอำนาจเป็นจุดหมายของชีวิต สังคมก็กลายเป็นสนามต่อสู้ระหว่าง

ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ขัดกัน เราก็เลยต้องเที่ยวหาจริยธรรมสำหรับมาปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้น นี่คือ “จริยธรรมเชิงลบ” กล่าวคือ สังคมยึดหลักผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัว โดยถือ “สิทธิของแต่ละคนที่จะแสวงหาความสุข” แล้วเราก็เลยต้องหาจริยธรรมดังเช่น “สิทธิมนุษยชน” มาคอยกีดกั้นกันและกันไว้ ไม่ให้คนมาเชือดคอหอยกัน ในระหว่างที่กำลังวิ่งหาความสุขนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็น “จริยธรรมเชิงบวก” ประโยชน์สุขคือจุดหมาย หาใช่ทรัพย์และอำนาจไม่ พระพุทธศาสนาถือว่า สังคมเป็นสื่อกลาง ที่ช่วยให้ทุกคนมีโอกาสอันเท่าเทียมกันที่จะพัฒนาตนเอง และเข้าถึงประโยชน์สุขได้มากที่สุด และนำเอาจริยธรรมมาใช้เพื่อเกื้อหนุนจุดหมายที่กล่าวนี้

คำสอนที่แสดงไว้ในหนังสือนี้ ยึดถือตามหลักธรรมที่เป็นความจริงอันไม่จำกัดกาล กล่าวคือ กรุณา เมตตา สามัคคี สังคหะ และปัญญา คนสมัยใหม่ที่มองธรรมชาติคนว่าเห็นแก่ตัว อาจจะรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้เป็นเพียงอุดมคติ แต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หลักธรรมเหล่านี้สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง อย่างไรก็ตาม จะต้องระลึกไว้ว่า คำสอนเหล่านี้เก่าแก่ถึง ๒,๕๐๐ ปีแล้ว อาจจะมีอยู่ ๒ - ๓ อย่างที่จะต้องนำมาแปลความหมายให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า คำสอนเหล่านั้นง่ายพอที่ผู้อ่านจะกลั่นกรองความหมายเอามาใช้ได้ด้วยตนเอง ขอให้หลักธรรมดังกล่าวอำนวยประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน เหมือนดังที่ได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวพุทธจำนวนมากมายทั่วทั้งโลก

เข้าถึงปรมัตถสัจจะ ส่วนอีกแบบหนึ่งก็สั่งสอนข้อปฏิบัติเกี่ยวกับชีวิตประจำวันนั้นเสียอย่างละเอียดพิสดาร โดยกำหนดแก่เราว่าจะต้องคิดหมายใคร่ทำอะไรๆ แค่ไหนอย่างไร จะต้องกินอาหารอะไร จะต้องสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหน ศาสนาสองแบบนี้น่าจะเป็นสุดโต่ง ๒ ด้าน พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนสายกลางหรือสอนความพอดี ในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ คำสอนในพระพุทธศาสนาดำเนินสายกลาง ระหว่างการเพิกเฉยไม่ใส่ใจเสียเลยต่อเรื่องที่จะต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน กับการตราบทบัญญัติเป็นกฎข้อบังคับที่เคร่งตึงตายตัว พระพุทธศาสนาสอนแนวทางความประพฤติตามหลักสัจธรรมที่เป็นอกาลิโก ว่าด้วยประโยชน์สุขที่พึงได้ อันเกิดจากการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันโดยใช้ปัญญาด้วยเมตตากรุณา และพร้อมกันนั้นก็มุ่งให้บรรลุถึงอิสรภาพทางจิตปัญญาที่เป็นจุดหมายสูงสุดถึงขั้นที่ทำให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ติดโลกหรืออยู่เหนือโลก

เนื้อหาในหนังสือนี้ได้รวบรวมจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั้งหลาย ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา (ยุคแรก) สายเถรวาท ที่ทุกวันนี้ยังใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต และถือปฏิบัติกันอยู่ ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำสอนนี้มีอายุเกินกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว แต่มิได้คร่ำคร่าล้าสมัยแต่ประการใด ในสังคมปัจจุบันยุคถือหลักความเสมอภาค ที่แบบแผนความประพฤติต่างๆ ตามที่ถือสืบๆ กันมาแต่เดิม ได้ถูกล้มล้างลงไป หรือถูกตั้งข้อสงสัยไปหมด และทั้งๆ ที่มีแนวคิดภูมิปัญญาชนิดที่ว่า “รู้แจ้งเจนจบ” แพร่สะพัดไป แต่ชีวิตของผู้คนกลับสับสนวุ่นวายยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ ในสภาพเช่นนี้ คำสอนของพระพุทธ

ศาสนาที่ย้อนยุคสมัยมีมาแต่ครั้งที่อะไรๆ ยังเป็นไปตามธรรมดาสามัญกว่านี้อย่างมากมายนั้น จะเป็นเสมือนกระแสอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ที่ผ่านเข้ามาในห้องที่มีผู้คนแออัด บาทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะหวนกลับไปหาคุณค่าที่ว่าเก่าๆ แต่คงทนดีกว่า

เมื่อการดำเนินชีวิตและกิจการต่างๆ ยึดหลักความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าจะมุ่งหาผลประโยชน์ให้แก่ตน ก็จะเห็นผลปรากฏว่า ชีวิตและกิจการเหล่านั้นมิใช่จะเลวร้ายอย่างที่เราเคยคิด และที่แท้แล้วมันจะช่วยให้ชีวิตของเราโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นด้วย ลองนำแนวคิดของคนสมัยนี้จำนวนมากที่มองสังคมเป็นสนามชิงผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง กับคำสอนง่ายๆ ว่าด้วย “การปฏิบัติต่อกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง” หน้า ๖๒ มาเทียบกันดูซิว่าเป็นอย่างไร คนปัจจุบันจำนวนมากมองชีวิตทุกวงการเป็นการต่อสู้ระหว่างผลประโยชน์ที่ขัดกัน เกิดเป็นฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้าง รัฐบาลกับราษฎร คนมีกับคนจน และแม้แต่หญิงกับชาย หรือลูกกับพ่อแม่ เมื่อคนถือเอาทรัพย์และอำนาจเป็นจุดหมายของชีวิต สังคมก็กลายเป็นสนามต่อสู้ระหว่าง

ผลประโยชน์ส่วนตัวที่ขัดกัน เราก็เลยต้องเที่ยวหาจริยธรรมสำหรับมาปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้น นี่คือ “จริยธรรมเชิงลบ” กล่าวคือ สังคมยึดหลักผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัว โดยถือ “สิทธิของแต่ละคนที่จะแสวงหาความสุข” แล้วเราก็เลยต้องหาจริยธรรมดังเช่น “สิทธิมนุษยชน” มาคอยกีดกั้นกันและกันไว้ ไม่ให้คนมาเชือดคอหอยกัน ในระหว่างที่กำลังวิ่งหาความสุขนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็น “จริยธรรมเชิงบวก” ประโยชน์สุขคือจุดหมาย หาใช่ทรัพย์และอำนาจไม่ พระพุทธศาสนาถือว่า สังคมเป็นสื่อกลาง ที่ช่วยให้ทุกคนมีโอกาสอันเท่าเทียมกันที่จะพัฒนาตนเอง และเข้าถึงประโยชน์สุขได้มากที่สุด และนำเอาจริยธรรมมาใช้เพื่อเกื้อหนุนจุดหมายที่กล่าวนี้

คำสอนที่แสดงไว้ในหนังสือนี้ ยึดถือตามหลักธรรมที่เป็นความจริงอันไม่จำกัดกาล กล่าวคือ กรุณา เมตตา สามัคคี สังคหะ และปัญญา คนสมัยใหม่ที่มองธรรมชาติคนว่าเห็นแก่ตัว อาจจะรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้เป็นเพียงอุดมคติ แต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หลักธรรมเหล่านี้สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง อย่างไรก็ตาม จะต้องระลึกไว้ว่า คำสอนเหล่านี้เก่าแก่ถึง ๒,๕๐๐ ปีแล้ว อาจจะมีอยู่ ๒ - ๓ อย่างที่จะต้องนำมาแปลความหมายให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า คำสอนเหล่านั้นง่ายพอที่ผู้อ่านจะกลั่นกรองความหมายเอามาใช้ได้ด้วยตนเอง ขอให้หลักธรรมดังกล่าวอำนวยประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน เหมือนดังที่ได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวพุทธจำนวนมากมายทั่วทั้งโลก

หัวใจแห่งพุทธศาสนา “ละเว้นความชั่ว พึงกระทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส” เป็นสิ่งที่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธท่องกันมายาวนาน และถ้าหากเปลี่ยนจากแค่การท่องจำไปสู่การประยุกต์ใช้ หลักคำสอนนี้ถือเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตทุกด้าน และเมื่อพิจารณาเพิ่มขึ้นไปถึงหลักคำสอนของศาสนาพุทธ โดยที่ไม่ต้องลงลึกเพื่อหวังมรรคผลแห่งทางธรรม มีหลักปฏิบัติหลายข้อเป็นทฤษฎีสำคัญเพื่อนำมาใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว  ศีล สมาธิ ปัญญา หรือหลักไตรสิกขา ที่เดิมนั้นในวัยเด็กเราอาจจะได้รับการสอนว่าหลักแห่งไตรสิกขานี้จะมีผลในการเรียนรู้ ทำให้สอบได้คะแนนดีๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ควรหยุดการยึดถือหลักการนี้เมื่ออยู่ในช่วงวัยศึกษาเท่านั้น

ศีล คือ การปฏิบัติตนในสิ่งที่ชอบที่ควร

สมาธิ คือ การตั้งมั่นและแน่วแน่ในจิตใจ เพื่อให้มีความพร้อมในกระบวนการทางความคิด

ปัญญา คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อศีลและสมาธิเจริญมาถึงระดับหนึ่ง

 

        นอกจากนี้ กระบวนการแห่งปัญญาในทางพุทธศาสนายังประกอบด้วย สุตมยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการฟัง จินตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากความคิด และภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝน

 

                ส่วนการที่คนเราจะทำสิ่งใด ๆ นั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีเข็มทิศนำทางหรือจะต้องมีความรู้  ประสบการณ์รวมทั้งกำลังทรัพย์ที่จะทำ  จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจจะได้รับจากการกระทำนั้น ๆ ด้วยการที่เราจะประยุกต์ในการนำธรรมะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันนั้นเราก็ต้อง มีสัมมาทิฏฐิ  มีความเห็นในทางที่ถูกต้องก็คือว่าต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้นั่นเอง  เมื่อมีความคิดถูกต้องสิ่งอื่นอันเป็นเบื้องบาทลงไปก็ย่อมพลิ้วไหวไปตามครรลองของเหตุและผล เมื่อคิดถูก  คือมีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง  ก็จะมีความดำริชอบ  คือคิดที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ที่เรารู้และเราก็ต้องการให้สิ่งนั้นเป็นไปตามหลักการในอุดมคติที่เราได้วาดไว้ในเริ่มแรก  เมื่อเราได้วางเป้าหมายที่จะทำสิ่งนั้นแล้ว  สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ,สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม ,สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม ,สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง ,สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน

สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม,

สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ, สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ   อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

มรรคมีองค์แปด สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา

ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)

ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)

ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

 

        ตัวอย่างที่มหาโจรที่น่ากลัวดุดัน  ได้ประสบความสำเร็จในวิธีการตรงกันข้ามนี้ในพุทธประวัติก็คือองคุลีมาล แต่เนื่องจากมีมิจฉาทิฎฐิจึงประสบความสำเร็จในทางลบ  ต่อเมื่อพระพุทธเจ้ามาเทศนาให้เกิดสัมมาทิฎฐิ ก็เหมือนหันหัวเรือให้แล่นไปยังทิศที่ถูกต้อง ก็กลับมาประสบความสำเร็จเป็นอรหันต์ได้(เพราะว่าท่านได้กัลยาณมิตรที่ดีอย่างพระพุทธเจ้าคอยชี้แนะจึงทำให้ท่านเลิกเป็นโจร  ในที่สุดก็ขอบวชในพุทธศาสนาและได้บรรลุพระอรหันต์ด้วยการบำเพ็ญเพียรและมีความอดทนอย่างยิ่งยวด)

 

         มีผู้กล่าวว่าอริยมรรคอันมีองค์แปด เปรียบเสมือนผลิตภัณฑ์ออริจินัล แบรนด์เนม ของแท้ต้องดูที่สัมมาทิฎฐิ วัดที่สัมมาทิฎฐิ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสให้เห็นความสำคัญของสัมมาทิฎฐิไว้มาก  แต่ใครจะนำไปใช้เป็นตำรา How to หรือไปดัดแปลงสำหรับงานอื่น ก็แล้วแต่สัมมาทิฏฐิของท่าน แต่ที่สำคัญนั้นก็ขอให้มีสัมมาทิฎฐิในเรื่องนั้นก็แล้วกัน

 

“พุทธศาสนาบอกได้ว่าไม่ต้องฟูมฟาย หรือกล่าวโทษใคร แต่ว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น แต่ความสำคัญคือรู้ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงต่างหาก และหลักของพระพุทธศาสนาอีกอย่างหนึ่งที่ประยุกต์ได้ดี คือ พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้ใครเชื่อ แต่ให้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง การทำงานก็เช่นกันต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง”

 

พุทธศาสนาสอนในเรื่องของหลักการบริหารไว้ดังนี้ คือ ทำให้บริหารงานอย่างมีหลักการที่ดี โดยมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแสงนำทาง ทำให้ไม่เผลอใจชั่ววูบไปมุ่งเน้นกำไรเฉพาะหน้า เมื่อมีคุณธรรมนำทาง ก็เหมือนมีแสงสว่างในตัว เมื่อองค์กรมีแสงสว่างก็เป็นการจุดไฟจุดประทีปในตัวเอง ดั้งนั้นหน้าที่คือการรักษาประทีปนี้ไว้ให้ได้ อย่าให้ดับวูบลงเพียงแค่ด้วยเงินมาล่อเพราะละโมบ เพราะนั้นมิใช่ทางที่ปัญญาชนพึงกระทำ เพราะว่าการกระทำสิ่งใดโดยที่ใจของเราอยู่ภายใต้ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  นั่นก็เป็นหนทางแห่งความหายนะได้ในที่สุด

 

       คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส….จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า…

                เขา……..เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา

                เขา……..เป็นเพื่อนเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารด้วยกันกะเรา

                เขา……...ก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสเหมือนเรา  ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง

                เขา………ก็มีราคะ  โทสะ  โมหะ  ไม่น้อยไปกว่าเรา

                เขา……..ย่อมย่อมพลั้งเผลอบางคราวเหมือนเรา

                เขา……..ก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม  เหมือนเรา  ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา

                เขา……เขาโง่ในบางอย่าง  เหมือนที่เราเคยโง่

                เขา……ก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง  เหมือนที่เราเคยกระทำ

                เขา……ก็อยากดีเหมือนเรา   ที่อยากดี  - เด่น – ดัง

                เขา……ก็มักจะกอบโกย  และ  เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา

                เขา……มีสิทธิ ที่จะบ้าดี- เมาดี- หลงดี- จมดี  เหมือนเรา

                เขา……เป็นคนธรรมดา  ที่ยึดมั่น ถือมั่นอะไรต่าง ๆ เหมือนเรา

                เขา……ไม่มีหน้าที่  ที่จะเป็นทุกข์  หรือตายแทนเรา

                เขา……เป็นเพื่อนร่วมชาติ  ร่วมศาสนา กะเรา

                เขา……ก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น  และผลุนผลัน เหมือนเรา

                เขา……มีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา  มิใช่ของเรา

เขามีสิทธิ……..ที่จะมีรสนิยม  ตามพอใจของเขา

เขามีสิทธิ…….ที่จะเลือก (แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา

เขามีสิทธิ…….ที่จะใช้สมบัติ  สาธารณะเท่ากันกับเรา

เขามีสิทธิ…….ที่จะเป็นโรคประสาท  หรือเป็นบ้า  เท่ากับเรา

เขามีสิทธิ…….ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ  จากเรา

เขามีสิทธิ…….ที่จะได้รับอภัย  จากเรา  ตามควรแก่กรณี

เขามีสิทธิ…….ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา

เขามีสิทธิ…….ที่จะเห็นแก่ตัว  ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น

เขามีสิทธิ……แห่งมนุษย์ชน  เท่ากันกับเรา, สำหรับจะอยู่ในโลก

                ถ้าเราคิดกันอย่างนี้  จะไม่มีการ  ขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น

 

ว่ากันว่าเราต่างก็ต้องพึ่งลำแข้งของตนเพื่อความเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง  หรือแม้กระทั่งที่จะต้องเลี้ยงดูบุตร และภรรยาด้วยก็ตามหนำซ้ำท่านที่มีความใจกว้างที่ได้สร้างมูลนิธิเพื่อการศึกษา   หรือเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาดตาดำ ๆ นี่ก็เรียกว่าใช้แต่ทรัพย์ใช้ความเมตตาก็ยังไม่พอ  เพราะว่าต้องอาศัยความอดทนบวกกับความพยายามพากเพียรด้วยซึ่งผู้เขียนขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มาไว้เป็นเครื่องประดับสติปัญญาแด่ปัญญาชนทั้งหลายด้วย  เพราะเห็นว่าทรงคุณค่าทางวรรณกรรมมากดังนี้

มีเพียรประดุจได้                  ขุมทรัพย์

มากประมาณโกฏนับ          ไป่ถ้วน

เป็นพื้นภาคภูมินับ              การร่ำ  เรียนนา

ความสุขสมบัติล้วน             เสร็จได้โดยเพียร

            « ——————————»

 

 

 

                ฉลาดหัดเลี้ยงชีพด้วย         ความชอบธรรมนา

ฉลาดหลีกความผิดประกอบ              ชอบแท้

ฉลาดพูดผิดระบอบ                             ปากชีพ  ตนแฮ

ฉลาดคิดจะแพ้                                     พ่ายผู้ฉลาดใด

พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

 

          ถ้าอวิชชาดับแล้ว สังขารก็ดับ สังขารดับแล้ว วิญญาณก็ดับ วิญญาณดับแล้ว นามรูปก็ดับ นามรูปดับแล้ว อายตนะก็ดับ อายตนะดับแล้ว ผัสสะก็ดับ ผัสสะดับแล้ว เวทนาก็ดับ เวทนาดับแล้ว ตัณหาก็ดับ ตัณหาดับแล้ว อุปาทานก็ดับ อุปาทานดับแล้ว ภพก็ดับ ภพดับแล้ว ชาติก็ดับ ชาติดับแล้ว ความแก่ชราพยาธิอุปัทวะ อันตรายทั้งปวง คือ ความพิลาปร่ำไร แลความระทดใจก็ดับสูญสิ้นทุกประการ ด้วยอาศัยแก่อวิชชาเป็นเดิม.

ปฏิจจสมุปบาทเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับความเป็นจริงสูงสุดในพุทธปรัชญา  ซึ่งได้อธิบายความจริงเกี่ยวกับโลก  ชีวิต  และความทุกข์  ท่านพุทธทาสเป็นผู้พยายามนำหลักปฎิจจสมุปบาทมาเผยแผ่แก่ชาวพุทธ  โดยเน้นทั้งตัวทฤษฎีและการนำไปปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์  ข้ออภิปรายที่มีมากคือเรื่องปฏิจจสมุปบาทจะมีการอธิบายแบบข้ามภพข้ามชาติหรือไม่  ท่านพุทธทาสเห็นว่าควรมีการอธิบายด้วยลักษณะของขณะจิตเดียว (ผู้เขียนเห็นว่าลักษณะนี้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของปัญญาชนมากกว่า   เพราะว่าสมัยร่วมปัจจุบันนี้ และหรือสมัยปัจจุบันนี้อะไร ๆ ก็ต้องวิทยาศาสตร์ตะพรึด  เพราะว่าจากการสังเกตุของผู้เขียนเองท่านพุทธทาสท่านจะเน้นไปทางธัมมิกสังคมนิยมมากกว่า  เพราะว่าผู้เขียนได้ทำรายงานระดับปริญญาตรีเรื่องธัมมิกสังคมนิยมนี้พอดี ในหลักสูตรรัฐศาสตร์การปกครอง) ในเรื่องของธัมมิกสังคมนิยมนี้ท่านพุทธทาสท่านเป็นคนฉลาด  ท่านจึงใช้วิธีการผนวกหรือกลืนอารยธรรมของโลกที่กำลังเกิดความเดือดร้อนทั่วหัวระแหงในยุโรปตะวันตก  และตะวันออก  เพราะความเห็นแก่ตัวของผู้ที่มีอำนาจทางการเงินนายทุน(Capitallism) หรือ  (Das  Kapital) ในภาษาเยอรมัน   มากที่กดขี่รายรับของพนักงานจึงได้เกิดมีการปฏิวัติ (Revolution) ขึ้นมา    เพราะวิทยาศาสตร์นั้นเป็นกระแสที่รุนแรงเป็นอย่างมากเพราะว่ามาจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์  การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมจากฝั่งตะวันตกก็มีรัสเซียที่ทำสำเร็จเป็นประเทศแรก  ต่อมาก็โปแลนด์  เชโกสโลวะเกียโรมาเนีย  อัลบาเนีย ไล่มาเป็นลำดับ ต่อมาก็เป็น การปฏิวัติที่เมืองจีน  เกาหลี-เหนือ  เวียดนาม  ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องตลกทางการเมืองที่มีอิทธิพลมาจากลัทธิมากซิสม์(Marxism) ที่นายคาร์ล  มาร์ก (Karl  Marx) ชาวเยอรมัน  เป็นต้นธารความคิดทางระบบสังคมนิยมสายนี้ก็ว่าได้  สำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นอาจกล่าวได้ว่า  ในการเปลี่ยนแปลงสังคม  นอกจากการปฎิวัติแล้ว  ก็ยังเป็นแรงบัลดาลใจ (Inspiration)  ในการปฏิรูปด้วย  โดยผ่านทางพรรคคอมมิวนิสต์  หรือพรรคกรรมกรในหลายประเทศ  เช่น  ฝรั่งเศส  อิตาลี  อังกฤษ  ซึ่งก็มีในบางครั้งที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล  แนวคิดของมาร์กซ์  จึงมีส่วนโดยตรงในการปฏิรูปนั้น ๆ  หรือที่เรามักจะรู้จักกันในนามของนโยบายรัฐสวัสดิการ  (Welfare  State)  ในบางสังคม (หรือสังคมที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางคุณธรรมระดับโลกโดยเฉพาะลัทธิศาสนาต่าง ๆ) มีการนำความคิดนี้ไปผสมปนเปกันไปกับอุดมคตินิยมของรัฐ  หรือ สหพันธรัฐนั้น ๆ จากของเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น  ศาสนาพุทธของเรา  ศาสนาอิสลาม  คริสต์ศาสนา  หรือกระทั่งเมื่อเกิดความเป็นเสรีมากขึ้นก็จะมีสตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น  แนวคิดสตรีนิยม (Feminism) แนวคิดเชิงนิเวศน์ (Ecologism)  ส่วนมากแล้วผู้เขียนเห็นว่าแนวคิดของมาร์กซ์  จะนำไปสู่เรื่องที่ยุ่งเหยิงและต้องมีการประทุษร้ายกันมากเกินไป  และนั่นก็เป็นเหตุที่ถืออัตตาเรื่อง “กูก็ไม่กลัวมึง” กลายเป็นการทะเลาะเสียมากกว่าหาข้อยุติ  เพราะว่าโดยมากมาร์กซ์จะมุ่งไปที่การปฏิวัติเพื่อช่วยกลุ่มแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ  กับเรื่องช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส  ซึ่งประเด็นหลังนี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับมาร์กซ์ที่ต้องมีการช่วยเหลือดูแลผู้ด้อยโอกาส (Help & Keep  Poorverty) แต่เมื่อมองว่าความต้องการความเป็นอยู่ที่ดีก็จะต้องมีการเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา  ตราบใดที่ยังมีเรื่องเงินเข้ามาเป็นพันธสัญญาผูกขาดกับการยังชีพ  และค่ารักษาพยาบาล  รวมทั้งสารพัดจิปาถะในการดำรงชีพอย่างที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ทุราวาสา  ฆรา  ทุกฺขา….การครองเรือนไม่ดีก็เป็นทุกข์”  ที่บอกว่าเห็นด้วยกับมาร์กซ์ในเรื่องการช่วยเหลือคนด้อยโอกาสนี้นี่แหละที่ต้องทำอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสันกันโดยเฉพาะรัฐบาลทุกเวอร์ชั่น (All version  of the government)ต้องเข้ามาดูแลเรื่องนโยบายการศึกษาให้มากที่สุด  เอาอย่างญี่ปุ่นสิ  นั่นเขาเป็นมหาอำนาจทางธุรกิจอันดับ 2 รองจากอเมริกา   เพราะว่าเขาส่งนักเรียนไปศึกษาต่อในประเทศที่เป็นเลิศทางนวัตกรรมนั้น ๆ เช่น  ส่งไปที่องค์การนาซ่าเพื่อดูความพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของโลก  ส่งไปที่อังกฤษไปดูการปกครองอย่างพระมหากษัตริย์  ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นแบบแผนของโลก  ส่งไปฝรั่งเศสไปดูเรื่องการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Proposed  Legislation a  constitution  of  law)  ต้องกำจัดความไม่รู้(อวิชฺชา)เสียก่อนที่เป็นความมืดมนอันธกาลนี้   ในบรรดาโรค(Disease)ทั้งหลายนั้นก็มีความหิวโหย(The malnutrition is the maximal  suffering)นี่เป็นทุกข์รบกวนจิตใจและร่างกายที่สุด          ก็มีพระพุทธภาษิตมารองรับได้ว่า ชิฆจฺฉา  ปรมร  โรคา….ความหิว  เป็นโรคอย่างยิ่ง

               

 

ทัศนะพุทธทาสภิกขุกับภาพปฏิจจสมุปบาท

 

                ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านอธิบาย ในเบื้องต้น ก่อนที่จะลงมือเขียน ไว้บนฝาผนัง ด้านทิศเหนือ ของโรงมหรสพทางวิญญาณ เมื่อราวเดือน สิงหาคม-ตุลาคม ๒๕๐๙

 

                ภาพนี้มีคำบรรยายใต้ภาพ เป็นภาษาอังกฤษว่า "Wheel of Becoming" ท่านอาจารย์พุทธทาส แปลให้ฟังว่า ภวจักร, กาฬจักร, หมายถึง วงล้ออันดำมืด ซึ่งกลืนกินจิตใจ ของชีวิตในภพภูมิทั้งห้า คือ

๑. มนุษย์โลก

๒. เปรตภพ

๓. นรกภูมิ

๔. โลกเดรัจฉาน

๕. เทวโลก

 

                ในหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ มีคำเทศน์ ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ตีพิมพ์ชื่อว่า  “ศารทกาลิกเทศนา”

 

                ภาพปฏิจจสมุปบาท หรือ ภวจักร, กาฬจักร หรือ สังสารจักร นี้ เขียนขี้น จากแนวความคิด ของศาสนิกชน ชาวชมพูทวีป หรือ อินเดียและธิเบต เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ ในการศึกษาธรรม ให้เข้าใจง่าย ดูภาพแล้ว เบาสบาย สามารถพิจารณา อยู่นานๆ จนเข้าใจความหมาย ได้แจ่มแจ้ง และช่วยให้เกิด ความซาบซึ้ง ในพระธรรม และความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า

 

ประวัติที่มา ของภาพปริศนาธรรม ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีการเขียนภาพ ประกอบการศึกษา พระพุทธศาสนา ทางตอนเหนือของอินเดีย แคว้นกัษมีระ เขาจะทำเป็นภาพ ประดับไว้ ตามประตูอาราม ต่อมา เมื่อมีการนำพุทธศาสนา เข้าไปไว้ในธิเบต ชาวธิเบตจึงเป็น ผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรม การเขียนภาพ ปฏิจจสมุปบาท หรือ ภาพสังสารจักร ไว้ตามวัดต่างๆในธิเบต

 

อุปกรณ์หรือ โสตทัศนศึกษาชิ้นนี้มีประโยชน์ ทั้งในด้านปริยัติ และการปฏิบัติ เพื่อความรู้แจ้ง ในคำสอนสูงสุด ของพระพุทธเจ้า ทำให้พุทธศาสนิกชน สามารถเข้าใจได้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถึงความจริงอันลึกลับ ของธรรมชาติ ตามหลักแห่งวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงบรรลุธรรม ค้นพบ สายโซ่ หรือ ห่วงแห่งความเกิด ความดับ ความเปลี่ยนแปลง ของปรากฏการณ์ อันเป็นไปตาม กฏของธรรมชาติ ดังปรากฏหลักฐาน ที่พระองค์ ตรัสอุทาน เป็นภาษาบาลีว่า 

 

อิม สฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสุปปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ อิมสฺสมึ อสติ อิทํ นโหติ อิมสฺสมึ นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ  - เพราะสิ่งนี้ๆ มีอยู่ สิ่งนี้ๆ จึงมี, เพราะสิ่งนี้ๆ เกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น, และเพราะสิ่งนี้ๆ ไม่มี สิ่งนั้นจึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ๆ ดับไป, สิ่งนั้นจึงดับไป

 

หรือ ตรัสอีกอย่างหนึ่งว่า อิติ โข ภิกขเว ยาตตฺร ตถาตา อวิตถตา อนญฺญ-ถตา อิทัปปจจยตา ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติใด ในกรณีนั้น คือ ความเป็นอย่างนั้น ความไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ...

ธรรมดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์ ตรัสเรียกสั้นๆว่า "ปฏิจฺจสมุปบาท" คือ ธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันเกิดขึ้น    บางแห่ง ทรงตรัสไว้ว่า.. อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปปาทาวา ตถาคตานํ ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฎฐิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเทียว คือ ความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา คือ ความเป็นกฏตายตัว แห่งธรรมดา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ท่านอาจารย์พุทธทาส แนะนำว่า เมื่อศึกษาความรู้ ตามภาพนี้ จนเข้าใจได้แล้ว จะเกิดญาณทัสนะ คือ ความรู้แจ้ง ช่วยให้เกิดกำลัง เข็มแข็ง ทางจิตใจ สามารถส่งผล ในการปฏิบัติธรรม ได้ตามความมุ่งหมาย ที่ถูกต้อง ก่อให้เกิด มรรคผล คือ ความรอดพ้น ในการแก้ปัญหาชีวิต หรือ แก้ความทุกข์ทั้งหลาย ที่ปรากฏเข้ามาสู่จิตใจคนเรา ให้ตกไปได้ในที่สุด  ท่านอาจารย์พุทธทาส ย้ำเตือนพุทธบริษัททั้งหลายว่า การศึกษาปฏิบัติธรรม จากความรู้ที่ ได้ยินได้ฟัง ก็ดี หรือจาก ภาพปริศนาธรรม ก็ดี จากภาพสำแดงธรรม ก็ดี จะช่วยให้ถึง จุดหมายปลายทาง เร็วและง่ายขึ้น หากผู้สนใจศึกษา จะเริ่มต้น ด้วยการตรวจสอบ พิจารณา อ่านใจ ของตนเอง รู้จักตัวเอง ทดสอบตนเอง พร้อมๆ ไปกับ ความเข้าใจ ในปริยัติธรรม นั้นๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปัญหาของมนุษย์เกิดจากความตั้งใจของธรรมชาติที่ต้องการจะให้มนุษย์ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ เมื่อถึงเวลาก็มีการผสมพันธุ์โดยฝังโปรแกรมปฏิจจสมุปบาทไว้ในจิตใจ  แล้วซ่อนไว้ไม่ให้รู้ มนุษย์ผู้น่าสงสารแต่ละคนก็ดำเนินชีวิตไปแต่ละวันตามโปรแกรมนี้ ไม่มีใครหลุดรอดไปได้แม้คนเดียวมาเนิ่นนาน เพื่อให้บรรลุสิ่งเดียวเท่านั้นที่ธรรมชาติต้องการคือการดำรงเผ่าพันธุ์ หากมนุษย์ไม่ต้องทนทรมานจากความทุกข์จากภารกิจนี้ คงไม่มีใครต้องการหรือค้นหาวิธีบรรเทาทุกข์เช่นนี้แน่  แต่ต้องยอมรับว่า ความทุกข์ทรมานนั้นสาหัสจริงๆ จนกระทั่งมีผู้ค้นพบจนได้  แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าความรู้ที่ค้นพบกลับจะเลือนหายไปอีก

 บทที่แล้วกล่าวถึงการรับรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมของมนุษย์  จนครบวงจร แต่ยังไม่ได้แจงรายละเอียดส่วนที่ปัญหาของมนุษย์ ก็จะย้อนกลับไปที่ปฏิจจสมุปบาทกันใหม่ คือส่วนที่เรียกว่า ผัสสะ 

ผัสสะแปลว่าการสัมผัส  หมายถึงการรับรู้ทางประสาทสัมผัส  ( Perception )   ผัสสะเป็นเรื่องสำคัญเป็นชุมทางที่จะเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง  ทางพุทธศาสตร์ให้ความสำคัญเรื่องนี้เพราะเราสามารถใช้สติมาใช้ในการกระบวนการต่อต้านการดำเนินไปของปฏิจจสมุปบาทในรอบต่อไปได้

 

 

 ผัสสะเปรียบเหมือนการกินหรือการเสพ โดยสิ่งที่กินหรือเสพเรียกว่ากามคุณ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ผ่านมาทางประสาทการรับรู้หรือประสาทสัมผัส เมื่อได้กินแล้วจะผ่านโปรแกรมตรวจสอบที่เรียกว่าสัญญาว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เป็น Recognition function  เช่นถ้ากินทุเรียนเข้าไป ก็จำได้ว่าเป็นทุเรียน สัญญาเป็นโปรแกรมสำหรับการเรียนรู้เท่านั้น ไม่มีผลอะไรต่อไปอีก

 ส่วนที่เกิดผลเสียตามมาจากผัสสะก็คือเวทนา  อยากจะเรียกว่า เป็นความอร่อย(หรือไม่อร่อย)จากการกิน เป็นความสุขจากการได้เห็น ได้ยิน เวทนาเป็นแรงจูงใจภายในจิตใจ ที่มีอิทธิพลยิ่งกว่าแรงจูงใจภายนอกที่เป็นวัตถุ  นักจิตวิทยาปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับวัตถุว่าเป็นแรงจูงใจทางพฤติกรรม แต่ทางพุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับเวทนาซึ่งเป็นแรงจูงใจภายในมากกว่า  ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น  เพราะความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นนี่เองทำให้เกิดความติดอกติดใจ ความเพลิดเพลินใจ ที่เรียกว่าตัณหา  อยากจะให้เกิดความรู้สึกดีๆนั้นอีก บัดนี้มนุษย์ได้เกิดการเสพติด ( Addiction ) ขึ้นแล้ว  การเสพติดสิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวงทางพุทธศาสตร์เรียกว่าอุปทานซึ่งแปลว่าการยึดมั่นถือมั่น

 

 

        ผมขอเล่าแบบง่ายๆ ต่อไปดีกว่าว่า เมื่อมนุษย์มีการเสพติดแล้ว มนุษย์ย่อมหนีความทุกข์ไปไม่พ้น ลองนึกถึงคนติดยาก็แล้วกัน ว่ามีความทุกข์ได้อย่างไร ถ้าเราติดยาหมายความว่าเราต้องเสพต่อไปเรื่อยๆ หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดจะมีความหิว ความกระหายเพราะตัณหามันเรียกร้อง ถ้าไม่ได้เสพดูซิมันทรมานสิ้นดี สมมติว่าได้ยาเสพติดมาแล้ว เกิดทำตกน้ำหรือหายไปก็ร่ำไห้คร่ำครวญเสียดาย หรือว่าตอนที่อยากจะเสพอยากจะกินแล้วไม่ได้กินไม่ได้เสพเป็นต้น

        ถ้าจะเล่าแบบยากๆก็ต้องเล่าแบบในพระบาลีคือ อุปทานเป็นทุกข์ ภพเป็นทุกข์ ชาติชรามรณะเป็นทุกข์  อุปทานเป็นทุกข์ยังไม่ยากอย่างที่เล่าไปแล้วคือการเสพติด  ส่วนภพ กับชาติ ชรามรณะนั้น ต้องใช้ภาษาของนักปรัชญาครับ คำว่าภพนั้นแปลว่าความมี ความเป็น ความมีอยู่ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Existence   สมัยโบราณนักปรัชญาคุ้นเคยกับคำนี้ดี เพราะถ้าต้องการแก้ไขเรื่องทุกข์อย่างเด็ดขาด ก็ต้องแก้เรื่องภพ (หรือวิภพ)   ในยุคร่วมสมัยลัทธิปรัชญา Existentialism เป็นลัทธิที่นำเสนอการดำรงชีวิตในฐานะที่ยอมรับภพ ไม่ปฏิเสธภพ ยอมรับว่าภพมีอิทธิพลต่อมนุษย์ไม่สามารถต่อกรได้  ดังนั้นปรัชญาสาขานี้จึงนำเสนอการเผชิญหน้ากับภพแทนที่จะไปปฏิเสธมันหรือหลบหน้าปัญหา

 

       โดยสรุปคือว่าภพหรือวิภพมันเกิดจากการเสพติด ทำให้มนุษย์ต้องยอมรับความมีอยู่ การดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในวงจรการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย  รวมทั้งสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งแน่ล่ะมันหนีทุกข์สุขไปไม่พ้นหรอก ไม่ว่าจะยอมรับภพหรือไม่ยอมรับก็ตาม  จนกระทั่งพระพุทธเจ้ามาค้นพบว่าภพมันมีที่มาที่ไป เมื่อกำจัดรากของภพไปแล้ว ภพหรือวิภพก็ไม่มีอยู่เพื่อทุกข์อีกต่อไป  พูดแบบการเสพติดก็คือเลิกการเสพติด เลิกต้นตอของการเสพติด ก็หายจากทุกข์ ทางพุทธศาสตร์ใช้คำว่าหลุดพ้นๆ ก็คือหลุดพ้นจากการเสพติดโดยเด็ดขาดนั่นเอง

                    

                             พุทธปรัชญากับบทบาทต่าง ๆ ในสังคม

                เมื่อเราจะดับทุกข์หรือแก้ปัญหาในเรื่องอะไรก็ตามเราก็จะต้องทราบที่มาที่ไปหรือ ความเป็นมาอันเป็นพื้นฐานของสิ่งที่เราจะต้องการแก้ไข  หรือถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะไปแก้มันได้  เราก็ควรที่จะรู้จักระงับที่ใจของเราเอง   พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีการแสดงตัวอย่างเด่นชัดขึ้นมาในฐานะที่เป็นศาสนาแห่งปัญญา  มีปรัชญาการเอาชนะปัญหาตั้งแต่ในระดับขั้นพื้นฐานทั่วไป  ตลอดจนปัญหาใหญ่ของชีวิตมีการอธิบายอย่างเป็นระบบและมีเหตุผลเป็นอย่างยิ่งอุดมการณ์หลักของการเผยแผ่ศาสนา  ก็มีเป้าหมายเพื่ออำนวยประโยชน์สุขให้แก่สังคมโดยส่วนรวมเห็นได้จากพระพุทธพจน์เมื่อคราวที่พระพุทธองค์ทรงได้ส่งสมณทูตพุทธสาวกชุดแรกไปทำการเผยแผ่ประกาศพระศาสนาว่า “พวกเธอจงจาริกไปเพื่ออำนวยประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่พหูชน  เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก  เพื่อประโยชน์สุขของทวยเทพและหมู่มนุษย์”[1]  แม้ว่าหลายศาสนาจะมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีแนวคำสอนที่เกี่ยวกับความจริง (Realistic) โดยเฉพาะที่เป็นความจริงขั้นปรมัตถ์  (Ultimate  Truth) และเน้นการประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการขัดเกลากิเลสเป็นหลัก (Practicism) เช่นเดียวกันกับวิถีในการรักษาข้อพรหมจรรย์ของพระภิกษุ  ซึ่งดูเหมือนจะมีความห่างไกลไปจากวิถีชีวิตทั่วไปความเป็นอยู่ของคนธรรมดาทั่วไปในสังคม  แต่ในความเป็นจริงแล้วพระพุทธศาสนามิได้มีการแยกออกห่างไปจากสังคมแต่อย่างใด  ทั้งยังจะมีการเกี่ยวข้องมีการปฏิสัมพันธ์ในเชิงเกื้อกูลกับสังคมไทยมาโดยตลอด  ก็ในเมื่อพระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นมาเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางปัญญาให้กับชาวโลก  ทั้งเพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่สังคมแล้ว  เหตุไฉนจึงถูกมองว่าแยกตัวโดดเดี่ยวออกจากสังคม  ทั้งที่จำเป็นต้องมีการพึ่งพาอาศัยสังคมในการอุปถัมภ์ค้ำจุน (Patronage) ชีวิตพรหมจรรย์ของตนนั้นให้มีการดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ฝืดเคืองมากจนเกินไป  สิ่งที่จะพอมองเห็นได้  คือเมื่อพระภิกษุได้รับการอุปถัมภ์ด้วยวัตถุทานจากชาวบ้านแล้ว  ท่านก็จะตอบแทนในอุปการะน้ำใจชาวบ้านด้วยการบอกสอนพระธรรมเป็นธรรมทานถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกัน   เป็นการตอบแทนในลักษณะเป็นการรักษาน้ำใจชาวบ้านต่างเรื่อง  ต่างกิจกรรม  ระหว่างบรรพชิตและคฤหัสถ์นี้ได้ดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน  และยังได้ช่วยยึดโยงสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มบุคคลสองกลุ่มไว้ได้อย่างกลมเกลียวเหนียวแน่นทีเดียว

                ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ในเชิงเกื้อกูลระหว่างพระพุทธศาสนากับสังคมชาวบ้านจึงไม่สามารถที่จะแยกขาดจากกันได้   เป็นวิถีของสังคมที่เป็นประเพณีที่งดงาม  แม้กระทั่งเรื่องทางเศรษฐศาสตร์  เรื่องเศรษฐกิจทำมาหากิน  การประกอบธุรกิจต่าง ๆ พระพุทธศาสนาก็มักจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือ  คำแนะนำ  มีการนิมนต์พระสงฆ์เป็นคณะไปสวดเจริญพระพุทธมนต์เมื่อตอนที่มีการเปิดสำนักงานหรือมีการเปิดสถานประกอบการใหม่ ๆ  เสมอ ๆ  พระพุทธศาสนามิได้ละเลยไม่ใส่ใจใยดีสังคมเลย  แต่เพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบการดำรงชีวิตรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญมากและยืนยันว่าการดำเนินชีวิตของมนุษย์   ตลอดจนพระพุทธศาสนายังต้องมีการพึ่งพาอาศัยระบบธุรกิจเพื่อการหล่อเลี้ยงดูแลชีพ  ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า  สัตว์ทั้งมวล  ล้วนดำรงชีพด้วยอาหาร (สพฺเพสตฺตา  อาหารฏฺฐิติกา) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างพระพุทธศาสนากับธุรกิจอย่างไม่ต้องสงสัย  เพราะว่ายังมีการใช้สอยปัจจัยหลักอย่างหนึ่งในบรรดาปัจจัย  4  ว่ามีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างไม่อาจขาดได้

                แน่นอนว่าการบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมต้องมีการจัดให้อยู่ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งของธุรกิจ  เพราะเมื่อใดก็ตามที่กล่าวถึงปัจจัย 4 ก็ย่อมเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจ (Business  Process) ว่าโดยหลักก็ได้แก่  การผลิต  และการบริโภคอาหารที่มาจากการผลิตแล้วนั้น  เป็นต้น 

อนึ่ง  หากว่าจะกล่าวถึงในทัศนะของพระพุทธศาสนาในแง่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหรือธุรกิจแล้วก็จะสังเกตเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาได้มีการแสดงท่าทีที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องดังที่กล่าวอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะในระดับของชาวบ้านซึ่งยังต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ  เพราะมีวิถีชีวิตที่เนื่องอาศัยปัจจัย 4 เพื่อใช้ในการสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิต  หรือเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีพของมนุษย์  ให้มีชีวิตที่สะดวกสบาย  ไม่ต้องอยู่อย่างฝืดเคืองแร้นแค้น

               

                ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของกันและกัน  หรือแทนกันและกันระหว่างบ้านกับวัด เพื่อประโยชน์ของสังคมเพราะพระพุทธศาสนานั้นถ้ามีศาสนิกชนชาวพุทธจำนวนมากที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะมีแต่ความสันติสุข  อาชญากรรมก็จะไม่มี  เพราะว่าต่างคนก็ต่างไม่คิดที่จะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ต่างคนก็ต่างมีศีลตามความสามารถในการรักษานั้น ๆ มีการเจริญธรรมภาวนา  อันเป็นที่ตั้งแห่งพลังทางปัญญา  เพราะว่าพระพุทธศาสนานั้นเน้นที่การทำสมาธิภาวนาเป็นบาทพื้นฐานสำหรับการชำระจิตจากขุ่นมัวให้กลับใสมีประสิทธิภาพพร้อมใช้งานเสมอ  สังคมมักจะให้การอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาทางวัตถุ  หมายความว่าต้องมีการให้ทานนะ  มีการรักษาศีลด้วย  เอ้าก็พวกคุณเข้ามาวัดนี่นา  คุณเข้ามาให้ทานพระ  พระท่านก็จะถามว่าเอ้ารับศีลกันไหมโยม  หรือบางทีก็ให้เลย  เพราะถือว่าศีลเป็นของสูง  เป็นของเยี่ยม  มีแต่บัณฑิตเท่านั้นที่รักษาศีล  เพราะว่าเกิดมานี่ยังไม่เคยเห็นคนที่เป็นโจรรักษาศีลตลอดเลยนะ  เพราะว่าเค้าหลงผิดไง  เพราะหลงผิดนี่แหละจึงได้ทำบาปกรรม  ฆ่า  ปล้น  จี้  ฉกฉวย  ยักยอกฉ้อโกง  เห็นไหมนี่มีแต่คนที่ฉลาดทั้งนั้นไม่มีคนโง่เลย  สมัยนี้สังคมยิ่งมีความแปลกแยกสูงมากไหนจะการเมืองที่วุ่นวาย  การจราจรที่ล้นทะลัก  การอิจฉาตาร้อนมักนำความพินาศฉิบหายมาซึ่ง  สู่  และยังบ้านเมือง คู่อริ  และ แม้กระทั่งตัวของผู้ประพฤติเอง  เพราะว่าตามความเป็นจริงในทางวิทยาศาสตร์นั้น  ไม่ว่าสสาร(Matter)ที่ทั้งมองเห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้  หรือไม่ได้เช่น พลังงานทาง  คลื่น  เสียง  แสงนั้น  จะไม่สูญหายไปไหน  ไม่หายไปจากภวจักร..…(The  Univers)  เมื่อความเป็นวิทยาการเป็นสิ่งที่มนุษย์โหยหาจนได้มาด้วยความพยายาม  แต่ทว่าวิทยาการนั้นเป็นเครื่องมือแห่งโลกอนาคตของอดีตที่ขวางกั้น  ปัญญาอันบริสุทธิ์ที่ปราศจากเครื่องมือใด ๆ หมายความว่าเมื่อสองพันห้าร้องกว่าปีล่วงมาแล้วพระพุทธเจ้าทรงเห็นความเจริญในวิทยาการนั้นก่อนแล้ว  สิ่งใดที่เป็นเครื่องยืนยันในวิทยาศาสตร์ที่เด่นชัดที่สุดก็พุทธพยากรณ์  และรวมทั้งทรงพยากรณ์สุบินนิมิต 16 ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล  พระมหากษัตริย์แคว้นโกศล   นกเหล็กเอย(เครื่องบิน), งูเหล็กเอย (รถไฟ) คนดีเดินตรอก ขี้ครอกออกตามประตูเอย (คนไม่ดีจะได้เป็นใหญ่), ฝนเหล็กเอย (ขีปนาวุธจากเครื่องบินรบ)

กาลามสูตรที่ทรงตรัสทำนองว่าอย่าเพิ่งเชื่อแม้กระทั่งตากำลังจ้องมองอยู่ (คือให้พิจารณาโดยแยบคายเสียก่อน)  รวมทั้งเรื่องที่ทรงพยากรณ์แล้วไม่นานมาก  เช่น  ธรรมวินัยใด  เราบัญญัติไว้แล้ว  เมื่อเราล่วงไป  ธรรมวินัยนั้นแหละ  จะเป็นครูของพวกเธอ , เมื่อเราปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะ จะระลึกถึงถ้อยคำที่ไม่ดีของ –สุภัททภิกขุ ผู้บวชเมื่อแก่  แล้วจะกระทำสังคายนาครั้งที่ 1  เพื่อรักษาพระพุทธวจนะไว้มิให้คลาดเคลื่อน , ต่อไปนั้นอีก 100 ปี พระยสกากัณฑกบุตร ผู้จะย่ำยีซึ่งถ้อยคำของพวก ภิกษุวัชชีบุตรจะได้กระทำ สังคายนาครั้งที่ 2 , ต่อไปอีก 218 ปีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ผู้จะลบล้างลัทธิของพวกเดียรถีร์ภายนอก  จักได้กระทำ สังคายนาครั้งที่ 3, ต่อมาภายหลัง พระมหินทเถระ จะไปประดิษฐานศาสนาของเรา  ลงไว้ที่ตามพปัณณิทวีป (ลังกา) และ เรื่องนี้คือ ….ต่อจากเราปรินิพพานไปแล้วล่วงได้ 500 ปี จักมีพระราชาพระองค์หนึ่ง  ชื่อว่า “มิลินท์” ผู้ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ดีแล้ว  จะทำให้เกิดปัญหาอันละเอียดขึ้น  ด้วยอานุภาพปัญญาของตน  จะย่ำยีเสียซึ่งสมณพราหม์ทั้งหลายด้วยปัญหาอันละเอียด        จะมีภิกษุองค์หนึ่ง  ชื่อว่า “นาคเสน” ไปทำลายถ้อยคำของ มิลินทราชา ทำให้มิลินทราชาเกิดความร่าเริงยินดีด้วยอุปมาเป็นอเนก  จะทำศาสนาของเราให้หมดเสี้ยนหนามหลักตอ  จะทำศาสนาของเราให้ตั้งอยู่  ตลอด 5,000 พรรษา ดังนี้ ที่ได้อธิบายนี้ต้องการสื่อถึงว่าพุทธวิทยาศาสตร์ หรือพระปัญญาของพระพุทธเจ้านั้นเป็น อจิไตย(ไม่มีใครกำหนดได้)   พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าถ้าหากว่าโลกมีความเจริญมากแล้วคุณธรรมของมนุษย์โดยรวมนั้นก็จะต่ำทรามลงไป  เพราะอวิชชา (Ignorance)ความไม่รู้ในสิ่งที่เป็นจริงตามสภาวธรรม  หรือเกิดความเกียจคร้านขาดความเพียรในการสร้างคุณธรรมในตัวผู้นำเอง  เพราะว่าคนที่ทำความดีแต่ภายนอกนั้นภายในมักจะไม่สะอาด เพราะตัญหาความอยาก(Passion)  ความโลภ(Covetousness) ความมัวเมาในยศถาบรรดาศักดิ์  บริบททางสังคมการเมืองกับความอัตคัตในปัญญาในภาวะวิสัยของปัจเจกชน  เมื่อสังคมอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาด้วยการถวายปัจจัยฝ่ายวัตถุ(วัตถุทาน) แก่พระสงฆ์  พระสงฆ์ก็ให้ธรรมเป็นทานเป็นการกล่าวสอนแนะนำง่าย ๆ ด้วยความจริงใจเป็นการตอบแทนต่อชาวบ้านทายกทายิกาผู้มีจิตปะสันเลื่อมใสในพระศาสนา  แต่ท่านก็ไม่ได้สอนเฉพาะโลกุตรธรรมอันพ้นโลกพ้นทุกข์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ท่านยังได้เสนอทางเลือกที่เหมาะสมกับผู้ที่ยังไม่พร้อมในการดำเนินชีวิตในขั้นสูงอย่างนั้นด้วย  ก็คือพระท่านจะแนะนำแนวคำคิดที่ดีงามให้  เพื่อให้เขามีความสุขเบิกบานใจในขั้นที่สามารถกระทำได้  หรือหัวข้อธรรมที่พระให้เหมาะสมกับชีวิตของเขาที่ต้องเผชิญความกระสับกระส่ายเพราะความทุกข์อนาทรร้อนใจ  เช่นการสอนหลักความดีงาม 3 ขั้น เริ่มจากขั้นที่ต่ำไปจนถึงขั้นที่สูง  คือการเริ่มจากทานการให้เสียก่อน   และมีการพัฒนาไปสู่การรักษาศีล  เมื่อมีศีลเป็นคุณเครื่องชำระกิเลสเบื้องต้นที่สำคัญเป็นรากฐานในการทำวิปัสสนาให้แจ้ง  เมื่อพัฒนาศีลได้เป็นที่น่าพอใจแล้วเราก็ต้องมาลองปรับให้กลายเป็น  การเจริญสมาธิภาวนาในที่สุดด้วย  ดังนี้  เป็นต้น

                ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้มาผ่อนคลายบรรยากาศที่ร้อนระอุไปทั้งอุณหภูมิที่สูงสามสิบกว่าองศา บวกควบรวมไปกับยุคที่เมืองไทยเรากำลังวิกฤติเพราะความเห็นแก่ตัวของคนหลายกลุ่มหลายฝ่ายที่เห็นฝ่ายตรงข้ามที่ไม่สนับสนุนฝ่ายของตนกลายเป็นศัตรูของฝ่ายตนอย่างเดียวเท่านั้น  ทำให้การจราจรเป็นอัมพาตรถติดยาว  นี่หรือคือบ้านเมืองที่ประชาชนรักความสงบ  รักเคารพพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่  รูปที่มีพระบางรูปแสดงสมณสารูปที่ไม่น่าเคารพกราบไหว้แก่สาธุชนชาวพุทธผู้ศรัทธา  สิ่งที่สำคัญทำไปเพื่อ สร้างสถานการณ์ที่แสนตลกในสายตาปัญญาชนผู้เจริญด้วยการศึกษา  เด็กๆต้องไปโรงเรียนเราไม่สน เราจะชุมนุม  เรามาเพื่อประชาธิปไตยที่เราคาดว่าน่าจะดีที่สุดที่น่าเศร้า  แต่แล้วโลกาธิปไตยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่าปกครองโดยความยิมยอมโดยธรรมด้วยเสียงส่วนมากของผู้อยู่ใต้การปกครอง  แต่แล้วคำว่าธรรมาธิปไตย (ระบบที่ยุติโดยธรรม หรือยึดหลักธรรมปกครอง เหมือนสมัยยุคพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งปาฏลีบุตร) แต่เข้าใจว่าการเมืองไทยที่รุนแรงเช่นนี้จะจบเสียที  เพราะเชื่อว่าถ้ายิ่งการเมืองมีความรุนแรงยืดเยื้อต่อไปอีกก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่มีลักษณะของประเทศที่รักความสงบ  ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดลืมตาอ้าปากมา  ธุรกิจไทยเราได้รายได้ส่วนใหญ่จากธุรกิจท่องเที่ยวก็ควรจะสร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมืองให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขโดยเร็วจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด  อาจเป็นเพราะคนในสังคมยังบูชา “อวิชชา” ความไม่รู้  ความโง่เขลาไม่รู้ธรรมะ คือหลักความจริง  คนโง่เขลาก็มักโกรธบาดหมางกัน  คนฉลาดรุ่งเรืองด้วยปัญญาก็ผละออกไปจากจากสังคมที่วุ่นวาย  เหมือนสมัยที่ภิกษุวัชชีบุตรเกิดอธิกรณ์ทะเลาะกันด้วยเรื่องอาบัติของสงฆ์ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ  สิ่งนี้มิได้ทรงบัญญัติ  เมื่อพระพุทธองค์ทรงห้ามปรามก็ไม่เชื่อฟังเพราะความมีทิฏฐิมานะในตน  โมโหมุ่งร้ายคลายปัญญาตามรู้ด้วยสติ  เมื่อขาดสติก็ถูกโลภ โกรธ หลงครอบงำ เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวุ่นวาย  จนพระพุทธองค์ต้องทรงเสด็จหลีกหนีไปทรงจำพรรษา ณ ป่าปาลิเลไลย์  เมืองพาราณสี  ตอนนี้ลองสังเกตดูแล้วกันพระอริยสงฆ์ท่านไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองท่านปล่อยวางแล้ว  เราควรมีผู้นำที่เข้าหาพระ  ไม่ใช้เข้าหาพวกเพื่อรวมตัวมาสร้างแผนทำลายใครต่อใครอีกหลายชีวิตนี่ก็ไม่ถูกหลักความเมตตาหายไปไหน?  กลับมาด่วนๆ ก่อนที่โลกาจะวินาศสันตโล  พวกเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้โลกที่วุ่นวายใน พ.ศ.นี้ก็จริงอยู่  แต่เราไม่ควรอยู่อย่างขาดสติปัญญาอันเป็นดุจแสงสว่างที่สุดในจักรวาล  สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนต่างไม่เคยมี  แล้วมากลับมีในภายหลังทั้งสิ้น  ทุกสิ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่งทั้งสิ้น สิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา ความไม่มีตัวตนในที่สุด  มีอนิจจตา ความไม่เที่ยงเป็นเบื้องต้น แล้วเรามายึดความโมโหเป็นสรณะเพื่อสิ่งใด   มีความทุกข์เป็นผลลัพธ์สำหรับคนที่ดำเนินชีวิตอย่างโง่เขลา  พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า  “ผู้มีปัญญาถึงแม้จะประสบทุกข์แสนสาหัส  ก็ยังดำรงตนอยู่ได้เพราะความมีปัญญา  มีความอดทน  มีความเพียร  มีปฏิภาณ” “ผู้มีปัญญาถึงแม้จะถูกเอาเปรียบ   ก็ยังสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบได้ในที่สุด” คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะมีความเพียรเพื่อการศึกษาธรรมะ  ศึกษาวิชาการ  เพื่อนำความรู้มาสอนจิตของตนให้ฉลาดไม่โง่เขลา  ไม่เป็นผู้มีการศึกษาหมาหางด้วนอย่างที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสท่านได้กล่าวสอนให้สติไว้มานานแล้ว  เพราะวิชชาที่ขาดปัญญา และสติที่เข้าควบคุม ก็เท่ากับว่าเรือใหญ่ที่มีทัพสัมภาระครบครันเต็มอัตราศึก  แต่ขาดผู้ควบคุมห้องบังคับการของเรือใหญ่  เรือนั้นจะต้องได้รับความพินาศย่อยยับในที่สุดเมื่อต้องประสบภัยในระหว่างนั้น เป็นต้น  เมื่อสังคมโดนปัญหา  ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเป็นตุลาการของสังคมที่ดีที่สุด  ความจริงพระสงฆ์ผู้เป็นบัณฑิตมีเยอะ  นักวิชาการที่รอบรู้ก็มีมาก  นักกฎหมาย  นักรัฐศาสตร์มุ่งแก้ที่โครงสร้าง และกฎหมาย  แต่นักการศาสนามุ่งแก้ที่อภัยทาน  คือการให้อภัยซึ่งกันและกัน  เพื่อมาประชุมหาทางออกเพื่อการลดความโกรธเกลียด  ของกลุ่มวณิพกนิกรบางสาย กับตัวแทนภาคประชาชน  เอนกนิกรสโมสรสมมติให้ขึ้นมาเป็นผู้นำมวลชน  ถามว่าทำไมประชนจำเป็นต้องมีผู้นำทางการเมือง ก็เพราะว่าพวกเขาไม่มีอำนาจรัฐ  ไม่มีความเป็นใหญ่เบ็ดเสร็จเหมือนนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลปกครองพวกเขา  พวกเขาที่ฉลาดและมีทรัพย์สินมากบางกลุ่มก็ได้มีการตั้งกลุ่มผลประโยชน์เดียวกันเพื่อมาต่อรองกดดันรัฐบาลเพื่อการสานต่อเจตนารมณ์ของตนให้ต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม  ความจริงเรื่องการเมืองแก้ไขได้ไม่ยากมากนัก   ติดอยู่ตรงที่อัตตา ความถือตัวสูงเกินไปนัก  ปัญหาที่น่าจะแก้ได้ตั้งนานแล้วก็เลยต้องเหมือนกับปล่อยปลาลงน้ำ  ปล่อยเสือเข้าป่า  หรือปล่อยความโกรธเข้ากัดกินประชาชนที่โดนมัดมือชกโดยวิธีการจัดมวยวัดผสมกติกา(กฎหมาย)      เพื่อให้ศานติบังเกิดในไม่ช้าเพื่อความพัฒนาประเทศที่ไม่ต้องมารอช้าชะงักงันเพราะการเมืองกระทิงดุ  การเมืองช้างตกมัน  อย่าให้สติโดยลากตกคลอง  อย่าให้สมองเป็นทาสอารมณ์  อย่าให้สังคมโลกมองว่าคนไทยเป็นคนไม่ฉลาด  เป็นเรื่องที่น่าอดสูใจน่าดู!!!!

 

          อย่างไรก็ตามถึงแม้คนเราต่างก็จำเป็นที่จะต้องแสวงหาแนวทางที่จะเป็นเครื่องประกันตนได้นั้นในยุคที่เศรษฐกิจติดลดในแนวดิ่งของโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ    ก็ยังพอจะได้มีแนวทางของพระพุทธศาสนาที่ดูจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกยุคทุกกาลสมัยไปในเรื่องพุทธปรัชญากับการประกอบธุรกิจนี้ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำพุทธปรัชญาของพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่าเป็น “ของดี” ที่มีอยู่แล้วมาเคาะสนิมแล้ววางขายให้คนอ่าน ให้พากันมาชมของดีอย่างที่ว่านี้โดยหลักการทั่วไปของเศรษฐศาสตร์ก็คือ การลดสิ่งที่ควรลด  การเพิ่มในสิ่งที่คิดว่าควรเพิ่ม เพราะว่าเราต้องการประหยัดอดออม  ให้ได้มากที่สุดในยุคที่ประชาชนต่างพากันรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเงินทอง ผู้เขียนเห็นว่าจากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน การทำธุรกิจของตนเองแล้ว  เราสามารถนำข้อมูลนั้นๆ มาทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใดเล่าพวกท่านเหล่านั้นจึงได้ต่างประสบความสำเร็จทางการเงินการทองได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่ประชาชนตาดำ ๆ ต่างพากันส่งลูกเรียนสูงๆ เพื่อวลีโบราณที่ว่า “ตั้งในเรียน  จะได้เป็นเจ้าคนนายคน”  พอมาวิจัยเราก็จะทราบได้ว่าท่านที่เขาได้ประสบความสำเร็จนั้นก็เป็นเพราะว่าเขามีสมองดี  นั่นก็คือว่าเขามีปัญญาดี  ปญฺญา ว ธเนน เสยฺโย  ปัญญาแลประเสริฐกว่าทรัพย์  แสดงว่าเขาทำบุญมาดีเพราะเขาหัวดี  และอีกประการก็คือเขามีความเพียรพยายามบวกกับเขาหมั่นสร้างบุญกุศลตลอดเวลานี่ก็เป็นสิ่งที่พอเข้าใจพอที่จะอนุมานกันได้  ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อว่าในหนังสือเล่มนี้จะได้นำพาปัญญาทางศาสนามาสู่สาธุชนผู้มีใจเลื่อมใสในธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มากก็น้อย    ถ้าได้ลองพิจารณาอ่านเพื่อประดับสติปัญญาความเฉลียวฉลาด

สติปัฏฐาน ๔ เป็นการปฏิบัติที่พระองค์ท่านตรัสว่าเป็นทางสายเอก(เอกายนมรรค)  เมื่อปฏิบัติอย่างดีงามย่อมทำให้โพชฌงค์องค์แห่งการตรัสรู้บริบูรณ์ กล่าวคือย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ถึงที่สุด ดังที่ตรัสแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งในกุณฑลิยสูตร   ในการศึกษาการปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรมก็ตามที ต่างล้วนต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีปัญญาหรือวิชชาเป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ จึงถูกต้องดีงาม อันจักยังผลให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง  ดังนั้นจึงควรมีความเข้าใจด้วยการศึกษาธรรมให้เข้าใจจุดประสงค์อย่างถูกต้องด้วย  เพราะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่ศึกษาให้ดีงามเสียก่อน  เริ่มต้นปฏิบัติก็มักเพราะเป็นทุกข์กำลังรุมเร้า หรือด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เนืองๆ ก็เริ่มปฏิบัติอานาปานสติหรือสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ดังนั้นแทนที่เป็นการฝึกสติ,ใช้สติชนิดสัมมาสติ  กลับกลายเป็นการฝึกการใช้มิจฉาสติจึงได้มิจฉาสมาธิแบบผิดๆอันให้โทษ  จีงเกิดขึ้นและเป็นไปตามพุทธพจน์ข้างต้น   จึงอุปมาเหมือนการเรียนเคมี โดยไปปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสียเลย ด้วยเข้าใจว่าไปเรียนไปศึกษาจากการปฏิบัติโดยตรงคงยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นเอง ด้วยเหตุดั่งนี้เอง จึงเกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้นได้ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง  จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางสมดังพุทธประสงค์ คือสัมมาสติที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง

 

         สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นการฝึกสติใช้สติ สมดังชื่อ ที่หมายความว่า การมีสติเป็นฐาน ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ  ซึ่งเมื่อเกิดสัมมาสติขึ้นแล้ว ย่อมยังให้เกิดจิตตั้งมั่นอันคือสัมมาสมาธิร่วมด้วยโดยธรรมหรือธรรมชาติ  แล้วนำทั้งสัมมาสติและสัมมาสมาธินั้นไปดำเนินการพิจารณาในธรรมคือเจริญวิปัสสนา ในธรรมทั้งหลายดังที่แสดงในธัมมานุปัสสนา หรือธรรมอื่นใดก็ได้ตามจริต สติ ปัญญา มิได้จำกัดแต่เพียงในธรรมานุปัสสนาเท่านั้น

 

           อานาปานสติ เป็นการฝึกสติใช้สติ โดยการใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ที่หมายถึงเครื่องกำหนด กล่าวคืออยู่ในอารมณ์คือลมหายใจเข้าและออกอย่างมีสติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาเป็นจุดประสงค์สำคัญ   แต่กลับนิยมนำไปใช้เป็นอารมณ์ในการวิตกเพื่อให้จิตสงบเพื่อการทำฌานสมาธิเสียแต่ฝ่ายเดียวเป็นส่วนใหญ่หรือทุกครั้งไปเนื่องด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้  จึงไม่ได้สนใจการเจริญวิปัสสนาให้เกิดนิพพิทา,ให้เกิดปัญญาเลย  โดยปล่อยให้เลื่อนไหลหรือสติขาดไปอยู่แต่ในความสงบสุขสบายอันเกิดแต่ภวังค์ของฌานหรือสมาธิระดับประณีตแต่ฝ่ายเดียวหรือเสมอๆ  เพราะฌานสมาธินั้นยังให้เกิดความสุข ความสงบ ความสบายอันเกิดขึ้นจากภวังค์ และการระงับไปของกิเลสในนิวรณ์ ๕ เป็นระยะเวลาหนึ่ง  ตลอดจนนิมิตต่างๆที่เกิดขึ้นจากฌานสมาธิล้วนตื่นตาตื่นใจ อย่างเห็นได้ชัดและรวดเร็วเมื่อปฏิบัติได้ผลขึ้น จึงเกิดการติดเพลิน(นันทิ)โดยไม่รู้ตัว  ในที่สุดความตั้งใจที่ฝึกสัมมาสติอันเป็นมรรคองค์ที่ ๗ จึงกลับกลายเป็นมิจฉาสติไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้มิจฉาสมาธิร่วมไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

        หรือนิยมเข้าใจกันทั่วๆไปโดยนัยๆว่า ปฏิบัติสมถสมาธิ หรือปฏิบัติอานาปานสติ หรือปฏิบัติสติติดตามอริยาบถ ก็เพียงพอเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อันดีงามแล้ว และก็ทำอยู่แต่อย่างนั้นอย่างเดียวนั่นเอง เช่นนั่งแต่สมาธิแต่ขาดการเจริญวิปัสสนา,   ดังนั้นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงควรดำเนินประกอบด้วยการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาหรือความเข้าใจตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นก็ย่อมดำเนินและเป็นไปดังพุทธดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ข้างต้น

 

        สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ, หรือข้อปฏิบัติที่ใช้สติเป็นประธานหรือหลัก ในการกำหนดระลึกรู้หรือพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ  โดยไม่ถูกครอบงําด้วยความยินดียินร้าย(ตัณหา)ที่ทําให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริงตามอํานาจของกิเลสตัณหา  หรือกล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งสติ จุดประสงค์เพื่อฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณาและรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต และธรรม  เพื่อให้เกิดนิพพิทาความคลายกำหนัดความยึดความอยากจากการไปรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ จึงคลายตัณหา  จึงเป็นไปเพื่อนําออกและละเสียซึ่งตัณหาแลอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสด้วยความพึงพอใจหรือสุขของตัวของตนเป็นสำคัญ  ที่มีในสันดานของปุถุชนอันก่อให้เกิดความทุกข์โดยตรงด้วยเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์,  พระองค์ท่านแบ่ง สติปัฏฐาน ๔ ออกเป็น ๔ หมวดใหญ่ด้วยกัน คือ

 

        ๑. กายานุปัสสนา การมีสติในกายเป็นอารมณ์ คือมีสติกําหนดพิจารณากาย  ให้เห็นกายในกาย คือเห็นตามความเป็นจริงของกาย เช่น "เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยอันมีธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ" (อ่านรายละเอียดในไตรลักษณ์)  หรือการเกิดแต่เหตุที่เป็นของสกปรกปฏิกูลโสโครกประกอบหรือเป็นปัจจัยกันขึ้น(ทวัตติงสาการ)  หรือการพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้เกิดนิพพิทา อันล้วนเป็นไปการระงับหรือดับตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทั้งสิ้น

 

        ในขั้นแรกนั้น เป็นการฝึกให้มีสติเสียก่อน  โดยฝึกดูลมหายใจที่หายใจเข้า ที่หายใจออก อย่างมีสติ,  หรือการมีสติอยู่ในอิริยาบถของกาย  แล้วใช้สตินั้นในการพิจารณากายในแบบต่างๆ ตลอดจนการเกิดดับต่างๆของกาย ฯลฯ. ล้วนเพื่อให้เกิดนิพพิทา เพื่อให้จิตลดละความยินดียินร้ายในกายแห่งตนแลบุคคลอื่นเมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของกายนั้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  จิตจะได้คลายความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจหรือหลงใหลในกายแม้ตัวตนของตนหรือบุคคลอื่น  เป็นการตัดกำลังตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทางหนึ่ง ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๖ แบบ

 

        ๑.๑ อานาปานสติ  ขอเน้นว่าจุดประสงค์อยู่ที่สติ โดยให้จิตคือสติกําหนดตามดูหรือรู้ตามลมหายใจเข้าออกแบบต่างๆ  ตลอดจนสติสังเกตุเห็นอาการของลมหายใจ  มีจุดประสงค์เพื่อฝึกให้มีสตและเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  เหตุเพราะลมหายใจนั้นก็สามารถใช้เป็นอารมณ์หรือการวิตกในการทำฌานหรือสมาธิได้ด้วย  ข้อนี้จึงมักสับสนกันอยู่เนืองๆ จนก่อโทษ  จึงทำสติต้องเป็นสติ  สมาธิก็เป็นสมาธิ  กล่าวคือเมื่อทำสติต้องเป็นสติ จึงเป็นสัมมาสติ  เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วเป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ   แต่บางครั้งคราวในการปฏิบัติอาจมีการเลื่อนไหลเพราะสติขาดเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งเป็นคราว เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ต้องกังวล  เนื่องจากบางครั้งฝึกสติก็จริงอยู่ แต่เกิดอาการขาดสติหรือสติอ่อนลงเป็นครั้งคราวบ้างจึงเลื่อนไหลไปเป็นฌานหรือสมาธิแทน  อย่างนี้ไม่เป็นไร  (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอานาปานสติในกายคตาสติสูตร),  การตั้งกายตรง ก็เพื่อช่วยดำรงสติไว้ไม่ให้เลื่อนไหลไปง่วงหาวนอนได้ง่ายๆขณะปฏิบัติ

 

        ๑.๒ อิริยาบถ  คือกําหนดสติให้ระลึกรู้ในอิริยาบถอาการต่างๆของกาย เช่น เดิน นอน ยืน นั่งฯลฯ. คือมีสติรู้ในอิริยาบทต่างๆนั่นเอง  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกับอานาปานสติคือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  ไม่ได้มีจุดประสงค์โดยตรงเพื่อใช้เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิหรือฌาน (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอิริยาบถในกายคตาสติสูตร)

 

        ดังนั้นอานาปานสติจึงใช้ปฏิบัติเมื่อวิเวก  ส่วนอิริยบถใช้โดยทั่วไปได้เนืองๆในการดำรงชีวิตประจำวัน

 

        ๑.๓ สัมปชัญญะ  ความรู้ตัวคือปัญญาในการให้มีสติต่อเนื่องในการกระทําหรือการเคลื่อนไหว เช่นเดิน ดื่ม กิน ถ่าย วิ่ง ตื่น หลับ ฯลฯ. กล่าวคือมีสติอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม  สติระลึกรู้อย่างต่อเนื่องสลับสับเปลี่ยนอิริยาบทกันได้ ตามที่สติระลึกรู้ตามความเป็นจริง มีสติระลึกรู้ไม่เพ่งจนแน่วแน่เพื่อการเป็นสมาธิระดับสูงหรือประฌีตแต่อย่างใด ใช้แค่ขณิกสมาธิเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เพราะต้องการฝึกสติเป็นหลัก  ไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นผลที่เกิดรองลงมาเท่านั้น ซึ่งอาจเลื่อนไหลไปสู่ฌานสมาธิในระดับประณีตได้โดยธรรมหรือธรรมชาติอีกด้วย แต่ต้องไม่ใช่เจตนาฝึกสติแล้วไหลเลื่อนเป็นฌานสมาธิเสียทุกครั้งไป ดังเช่น การใช้การจงกรมไปในการเจริญสมาธิเป็นสำคัญก็มี กล่าวคือการใช้ท่าการเดินนั้นเป็นอารมณ์เพื่อเน้นให้เกิดความสงบจากฌานสมาธิเสียเป็นสำคัญแต่อย่างเดียว ไม่ได้สนใจสติหรือปัญญาเลย  แล้วไปเข้าใจเอาว่า ความสงบนั้นถูกต้องดีงามแล้ว  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องสัมปชัญญะในกายคตาสติสูตร)   หรือการรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจหรืองานที่กระทำนั่นเอง

 

        ๑.๔ ปฏิกูลมนสิการ เมื่อมีสติในสิ่งดังกล่าวข้างต้น จิตย่อมไม่ดำริพล่านออกไปปรุงแต่งฟุ้งซ่าน จึงใช้สติที่ฝึกมานั้นอันย่อมประกอบด้วยสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ในที เนื่องจากการละดำริพล่านลงไปเสีย  จึงนำสติและจิตตั้งมั่นนั้นไปใช้พิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายว่าล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาด โสโครก ต้องเข้าใจว่ากายตน(เห็นกายในกายภายใน) และกายของบุคคลอื่น(เห็นกายในกายภายนอก)ต่างก็เป็นเฉกเช่นนี้ ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิดนิพพิทาเพื่อลดละความยึดมั่นพึงพอใจหลงไหลในกายตนและในกายบุคคลอื่นลง  เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงว่าล้วนแล้วแต่เป็นของปฏิกูลโสโครก เพื่อคลายความหลงใหลรักใคร่ยึดมั่นมันลงไป จึงคลายกำหนัด ดังมีกล่าวแสดงรายละเอียดไว้ในกายคตาสติสูตร  หรือดังภาพที่แสดงในทวัตติงสาการ

 

        ๑.๕ ธาตุมนสิการ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของกายนี้ว่า เป็นเพียงก้อนหรือมวลหรือฆนะของธาตุทั้ง ๔ อันล้วนไม่งาม ไม่สะอาด มาประชุมกันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายนี้ชั่วขณะระยะหนึ่ง ทั้งกายตนเองและบุคคลอื่นเช่นกัน   ดังที่ได้กล่าวไว้ ๒ ลักษณะในการพิจารณาในไตรลักษณ์  และกายคตาสติสูตรโดยละเอียด

 

        ๑.๖ นวสีวถิกา คือพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ เป็นระยะๆ ๙ แบบหรือระยะ จนผุพังเน่าเปื่อยไปในที่สุด และต้องเข้าใจว่ากายตนแลผู้อื่นต่างก็ล้วนต้องเป็นเฉกเช่นนี้  ไม่เป็นอื่นไปได้(ภาพอสุภะ)

 

        ในทางปฏิบัติของ เห็นกายในกาย คือมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆว่า สักแต่ว่ากายตามที่ได้พิจารณาเข้าใจ เพื่อให้บังเกิดนิพพิทาญาณ จึงดับตัณหา

 

        อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า  การมีสติอยู่กับกาย เป็นเพียงการระลึกรู้เท่าทันกาย ทั้งทางด้านปัญญาด้วยเช่นว่าไม่งามเป็นปฏิกูลเพื่อความนิพพิทา   แต่ถ้าแน่วแน่แต่อย่างเดียวขาดสติการระลึกรู้ก็กลับกลายเป็นสมถสมาธิไปได้โดยไม่รู้ตัว (หมายความว่า มีความตั้งใจฝึกสติ แต่ไปทำสมาธิเสียโดยไม่รู้ตัว)

 

 สติปัฏฐาน ๔ เป็นการปฏิบัติที่พระองค์ท่านตรัสว่าเป็นทางสายเอก(เอกายนมรรค)  เมื่อปฏิบัติอย่างดีงามย่อมทำให้โพชฌงค์องค์แห่งการตรัสรู้บริบูรณ์ กล่าวคือย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ถึงที่สุด ดังที่ตรัสแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งในกุณฑลิยสูตร   ในการศึกษาการปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรมก็ตามที ต่างล้วนต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีปัญญาหรือวิชชาเป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ จึงถูกต้องดีงาม อันจักยังผลให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง  ดังนั้นจึงควรมีความเข้าใจด้วยการศึกษาธรรมให้เข้าใจจุดประสงค์อย่างถูกต้องด้วย  เพราะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่ศึกษาให้ดีงามเสียก่อน  เริ่มต้นปฏิบัติก็มักเพราะเป็นทุกข์กำลังรุมเร้า หรือด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เนืองๆ ก็เริ่มปฏิบัติอานาปานสติหรือสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ดังนั้นแทนที่เป็นการฝึกสติ,ใช้สติชนิดสัมมาสติ  กลับกลายเป็นการฝึกการใช้มิจฉาสติจึงได้มิจฉาสมาธิแบบผิดๆอันให้โทษ  จีงเกิดขึ้นและเป็นไปตามพุทธพจน์ข้างต้น   จึงอุปมาเหมือนการเรียนเคมี โดยไปปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสียเลย ด้วยเข้าใจว่าไปเรียนไปศึกษาจากการปฏิบัติโดยตรงคงยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นเอง ด้วยเหตุดั่งนี้เอง จึงเกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้นได้ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง  จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางสมดังพุทธประสงค์ คือสัมมาสติที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง

 

         สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นการฝึกสติใช้สติ สมดังชื่อ ที่หมายความว่า การมีสติเป็นฐาน ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ  ซึ่งเมื่อเกิดสัมมาสติขึ้นแล้ว ย่อมยังให้เกิดจิตตั้งมั่นอันคือสัมมาสมาธิร่วมด้วยโดยธรรมหรือธรรมชาติ  แล้วนำทั้งสัมมาสติและสัมมาสมาธินั้นไปดำเนินการพิจารณาในธรรมคือเจริญวิปัสสนา ในธรรมทั้งหลายดังที่แสดงในธัมมานุปัสสนา หรือธรรมอื่นใดก็ได้ตามจริต สติ ปัญญา มิได้จำกัดแต่เพียงในธรรมานุปัสสนาเท่านั้น

 

           อานาปานสติ เป็นการฝึกสติใช้สติ  โดยการใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ที่หมายถึงเครื่องกำหนด กล่าวคืออยู่ในอารมณ์คือลมหายใจเข้าและออกอย่างมีสติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาเป็นจุดประสงค์สำคัญ   แต่กลับนิยมนำไปใช้เป็นอารมณ์ในการวิตกเพื่อให้จิตสงบเพื่อการทำฌานสมาธิเสียแต่ฝ่ายเดียวเป็นส่วนใหญ่หรือทุกครั้งไปเนื่องด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้  จึงไม่ได้สนใจการเจริญวิปัสสนาให้เกิดนิพพิทา,ให้เกิดปัญญาเลย  โดยปล่อยให้เลื่อนไหลหรือสติขาดไปอยู่แต่ในความสงบสุขสบายอันเกิดแต่ภวังค์ของฌานหรือสมาธิระดับประณีตแต่ฝ่ายเดียวหรือเสมอๆ  เพราะฌานสมาธินั้นยังให้เกิดความสุข ความสงบ ความสบายอันเกิดขึ้นจากภวังค์ และการระงับไปของกิเลสในนิวรณ์ ๕ เป็นระยะเวลาหนึ่ง  ตลอดจนนิมิตต่างๆที่เกิดขึ้นจากฌานสมาธิล้วนตื่นตาตื่นใจ อย่างเห็นได้ชัดและรวดเร็วเมื่อปฏิบัติได้ผลขึ้น จึงเกิดการติดเพลิน(นันทิ)โดยไม่รู้ตัว  ในที่สุดความตั้งใจที่ฝึกสัมมาสติอันเป็นมรรคองค์ที่ ๗ จึงกลับกลายเป็นมิจฉาสติไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้มิจฉาสมาธิร่วมไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

        หรือนิยมเข้าใจกันทั่วๆไปโดยนัยๆว่า ปฏิบัติสมถสมาธิ หรือปฏิบัติอานาปานสติ หรือปฏิบัติสติติดตามอริยาบถ ก็เพียงพอเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อันดีงามแล้ว และก็ทำอยู่แต่อย่างนั้นอย่างเดียวนั่นเอง เช่นนั่งแต่สมาธิแต่ขาดการเจริญวิปัสสนา,   ดังนั้นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงควรดำเนินประกอบด้วยการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาหรือความเข้าใจตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นก็ย่อมดำเนินและเป็นไปดังพุทธดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ข้างต้น

 

        สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ, หรือข้อปฏิบัติที่ใช้สติเป็นประธานหรือหลัก ในการกำหนดระลึกรู้หรือพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ  โดยไม่ถูกครอบงําด้วยความยินดียินร้าย(ตัณหา)ที่ทําให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริงตามอํานาจของกิเลสตัณหา  หรือกล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งสติ จุดประสงค์เพื่อฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณาและรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต และธรรม  เพื่อให้เกิดนิพพิทาความคลายกำหนัดความยึดความอยากจากการไปรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ จึงคลายตัณหา  จึงเป็นไปเพื่อนําออกและละเสียซึ่งตัณหาแลอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสด้วยความพึงพอใจหรือสุขของตัวของตนเป็นสำคัญ  ที่มีในสันดานของปุถุชนอันก่อให้เกิดความทุกข์โดยตรงด้วยเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์,  พระองค์ท่านแบ่ง สติปัฏฐาน ๔ ออกเป็น ๔ หมวดใหญ่ด้วยกัน คือ

 

        ๑. กายานุปัสสนา การมีสติในกายเป็นอารมณ์ คือมีสติกําหนดพิจารณากาย  ให้เห็นกายในกาย คือเห็นตามความเป็นจริงของกาย เช่น "เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยอันมีธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ" (อ่านรายละเอียดในไตรลักษณ์)  หรือการเกิดแต่เหตุที่เป็นของสกปรกปฏิกูลโสโครกประกอบหรือเป็นปัจจัยกันขึ้น(ทวัตติงสาการ)  หรือการพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้เกิดนิพพิทา อันล้วนเป็นไปการระงับหรือดับตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทั้งสิ้น

 

        ในขั้นแรกนั้น เป็นการฝึกให้มีสติเสียก่อน  โดยฝึกดูลมหายใจที่หายใจเข้า ที่หายใจออก อย่างมีสติ,  หรือการมีสติอยู่ในอิริยาบถของกาย  แล้วใช้สตินั้นในการพิจารณากายในแบบต่างๆ ตลอดจนการเกิดดับต่างๆของกาย ฯลฯ. ล้วนเพื่อให้เกิดนิพพิทา เพื่อให้จิตลดละความยินดียินร้ายในกายแห่งตนแลบุคคลอื่นเมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของกายนั้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  จิตจะได้คลายความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจหรือหลงใหลในกายแม้ตัวตนของตนหรือบุคคลอื่น  เป็นการตัดกำลังตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทางหนึ่ง ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๖ แบบ

 

        ๑.๑ อานาปานสติ  ขอเน้นว่าจุดประสงค์อยู่ที่สติ โดยให้จิตคือสติกําหนดตามดูหรือรู้ตามลมหายใจเข้าออกแบบต่างๆ  ตลอดจนสติสังเกตุเห็นอาการของลมหายใจ  มีจุดประสงค์เพื่อฝึกให้มีสติ และเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  เหตุเพราะลมหายใจนั้นก็สามารถใช้เป็นอารมณ์หรือการวิตกในการทำฌานหรือสมาธิได้ด้วย  ข้อนี้จึงมักสับสนกันอยู่เนืองๆ จนก่อโทษ  จึงทำสติต้องเป็นสติ  สมาธิก็เป็นสมาธิ  กล่าวคือเมื่อทำสติต้องเป็นสติ จึงเป็นสัมมาสติ  เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วเป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ   แต่บางครั้งคราวในการปฏิบัติอาจมีการเลื่อนไหลเพราะสติขาดเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งเป็นคราว เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ต้องกังวล  เนื่องจากบางครั้งฝึกสติก็จริงอยู่ แต่เกิดอาการขาดสติหรือสติอ่อนลงเป็นครั้งคราวบ้างจึงเลื่อนไหลไปเป็นฌานหรือสมาธิแทน  อย่างนี้ไม่เป็นไร  (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอานาปานสติในกายคตาสติสูตร),  การตั้งกายตรง ก็เพื่อช่วยดำรงสติไว้ไม่ให้เลื่อนไหลไปง่วงหาวนอนได้ง่ายๆขณะปฏิบัติ

 

        ๑.๒ อิริยาบถ  คือกําหนดสติให้ระลึกรู้ในอิริยาบถอาการต่างๆของกาย เช่น เดิน นอน ยืน นั่งฯลฯ. คือมีสติรู้ในอิริยาบทต่างๆนั่นเอง  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกับอานาปานสติคือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  ไม่ได้มีจุดประสงค์โดยตรงเพื่อใช้เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิหรือฌาน (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอิริยาบถในกายคตาสติสูตร)

 

        ดังนั้นอานาปานสติจึงใช้ปฏิบัติเมื่อวิเวก  ส่วนอิริยบถใช้โดยทั่วไปได้เนืองๆในการดำรงชีวิตประจำวัน

 

        ๑.๓ สัมปชัญญะ  ความรู้ตัวคือปัญญาในการให้มีสติต่อเนื่องในการกระทําหรือการเคลื่อนไหว เช่นเดิน ดื่ม กิน ถ่าย วิ่ง ตื่น หลับ ฯลฯ. กล่าวคือมีสติอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม  สติระลึกรู้อย่างต่อเนื่องสลับสับเปลี่ยนอิริยาบทกันได้ ตามที่สติระลึกรู้ตามความเป็นจริง มีสติระลึกรู้ไม่เพ่งจนแน่วแน่เพื่อการเป็นสมาธิระดับสูงหรือประฌีตแต่อย่างใด ใช้แค่ขณิกสมาธิเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เพราะต้องการฝึกสติเป็นหลัก  ไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นผลที่เกิดรองลงมาเท่านั้น ซึ่งอาจเลื่อนไหลไปสู่ฌานสมาธิในระดับประณีตได้โดยธรรมหรือธรรมชาติอีกด้วย แต่ต้องไม่ใช่เจตนาฝึกสติแล้วไหลเลื่อนเป็นฌานสมาธิเสียทุกครั้งไป ดังเช่น การใช้การจงกรมไปในการเจริญสมาธิเป็นสำคัญก็มี กล่าวคือการใช้ท่าการเดินนั้นเป็นอารมณ์เพื่อเน้นให้เกิดความสงบจากฌานสมาธิเสียเป็นสำคัญแต่อย่างเดียว ไม่ได้สนใจสติหรือปัญญาเลย  แล้วไปเข้าใจเอาว่า ความสงบนั้นถูกต้องดีงามแล้ว  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องสัมปชัญญะในกายคตาสติสูตร)   หรือการรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจหรืองานที่กระทำนั่นเอง

 

        ๑.๔ ปฏิกูลมนสิการ เมื่อมีสติในสิ่งดังกล่าวข้างต้น จิตย่อมไม่ดำริพล่านออกไปปรุงแต่งฟุ้งซ่าน จึงใช้สติที่ฝึกมานั้นอันย่อมประกอบด้วยสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ในที เนื่องจากการละดำริพล่านลงไปเสีย  จึงนำสติและจิตตั้งมั่นนั้นไปใช้พิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายว่าล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาด โสโครก ต้องเข้าใจว่ากายตน(เห็นกายในกายภายใน) และกายของบุคคลอื่น(เห็นกายในกายภายนอก)ต่างก็เป็นเฉกเช่นนี้ ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิดนิพพิทาเพื่อลดละความยึดมั่นพึงพอใจหลงไหลในกายตนและในกายบุคคลอื่นลง  เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงว่าล้วนแล้วแต่เป็นของปฏิกูลโสโครก เพื่อคลายความหลงใหลรักใคร่ยึดมั่นมันลงไป จึงคลายกำหนัด ดังมีกล่าวแสดงรายละเอียดไว้ในกายคตาสติสูตร  หรือดังภาพที่แสดงในทวัตติงสาการ

 

        ๑.๕ ธาตุมนสิการ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของกายนี้ว่า เป็นเพียงก้อนหรือมวลหรือฆนะของธาตุทั้ง ๔ อันล้วนไม่งาม ไม่สะอาด มาประชุมกันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายนี้ชั่วขณะระยะหนึ่ง ทั้งกายตนเองและบุคคลอื่นเช่นกัน   ดังที่ได้กล่าวไว้ ๒ ลักษณะในการพิจารณาในไตรลักษณ์  และกายคตาสติสูตรโดยละเอียด

 

        ๑.๖ นวสีวถิกา คือพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ เป็นระยะๆ ๙ แบบหรือระยะ จนผุพังเน่าเปื่อยไปในที่สุด และต้องเข้าใจว่ากายตนแลผู้อื่นต่างก็ล้วนต้องเป็นเฉกเช่นนี้  ไม่เป็นอื่นไปได้(ภาพอสุภะ)

 

        ในทางปฏิบัติของ เห็นกายในกาย คือมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆว่า สักแต่ว่ากายตามที่ได้พิจารณาเข้าใจ เพื่อให้บังเกิดนิพพิทาญาณ จึงดับตัณหา

 

        อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า  การมีสติอยู่กับกาย เป็นเพียงการระลึกรู้เท่าทันกาย ทั้งทางด้านปัญญาด้วยเช่นว่าไม่งามเป็นปฏิกูลเพื่อความนิพพิทา   แต่ถ้าแน่วแน่แต่อย่างเดียวขาดสติการระลึกรู้ก็กลับกลายเป็นสมถสมาธิไปได้โดยไม่รู้ตัว (หมายความว่า มีความตั้งใจฝึกสติ แต่ไปทำสมาธิเสียโดยไม่รู้ตัว)

 

 สติปัฏฐาน ๔ เป็นการปฏิบัติที่พระองค์ท่านตรัสว่าเป็นทางสายเอก(เอกายนมรรค)  เมื่อปฏิบัติอย่างดีงามย่อมทำให้โพชฌงค์องค์แห่งการตรัสรู้บริบูรณ์ กล่าวคือย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ถึงที่สุด ดังที่ตรัสแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งในกุณฑลิยสูตร   ในการศึกษาการปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรมก็ตามที ต่างล้วนต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีปัญญาหรือวิชชาเป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ จึงถูกต้องดีงาม อันจักยังผลให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง  ดังนั้นจึงควรมีความเข้าใจด้วยการศึกษาธรรมให้เข้าใจจุดประสงค์อย่างถูกต้องด้วย  เพราะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่ศึกษาให้ดีงามเสียก่อน  เริ่มต้นปฏิบัติก็มักเพราะเป็นทุกข์กำลังรุมเร้า หรือด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เนืองๆ ก็เริ่มปฏิบัติอานาปานสติหรือสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ดังนั้นแทนที่เป็นการฝึกสติ,ใช้สติชนิดสัมมาสติ  กลับกลายเป็นการฝึกการใช้มิจฉาสติจึงได้มิจฉาสมาธิแบบผิดๆอันให้โทษ  จีงเกิดขึ้นและเป็นไปตามพุทธพจน์ข้างต้น   จึงอุปมาเหมือนการเรียนเคมี โดยไปปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสียเลย ด้วยเข้าใจว่าไปเรียนไปศึกษาจากการปฏิบัติโดยตรงคงยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นเอง ด้วยเหตุดั่งนี้เอง จึงเกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้นได้ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง  จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางสมดังพุทธประสงค์ คือสัมมาสติที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง

 

         สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นการฝึกสติใช้สติ สมดังชื่อ ที่หมายความว่า การมีสติเป็นฐาน ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ  ซึ่งเมื่อเกิดสัมมาสติขึ้นแล้ว ย่อมยังให้เกิดจิตตั้งมั่นอันคือสัมมาสมาธิร่วมด้วยโดยธรรมหรือธรรมชาติ  แล้วนำทั้งสัมมาสติและสัมมาสมาธินั้นไปดำเนินการพิจารณาในธรรมคือเจริญวิปัสสนา ในธรรมทั้งหลายดังที่แสดงในธัมมานุปัสสนา หรือธรรมอื่นใดก็ได้ตามจริต สติ ปัญญา มิได้จำกัดแต่เพียงในธรรมานุปัสสนาเท่านั้น

 

           อานาปานสติ เป็นการฝึกสติใช้สติ  โดยการใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ที่หมายถึงเครื่องกำหนด กล่าวคืออยู่ในอารมณ์คือลมหายใจเข้าและออกอย่างมีสติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาเป็นจุดประสงค์สำคัญ   แต่กลับนิยมนำไปใช้เป็นอารมณ์ในการวิตกเพื่อให้จิตสงบเพื่อการทำฌานสมาธิเสียแต่ฝ่ายเดียวเป็นส่วนใหญ่หรือทุกครั้งไปเนื่องด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้  จึงไม่ได้สนใจการเจริญวิปัสสนาให้เกิดนิพพิทา,ให้เกิดปัญญาเลย  โดยปล่อยให้เลื่อนไหลหรือสติขาดไปอยู่แต่ในความสงบสุขสบายอันเกิดแต่ภวังค์ของฌานหรือสมาธิระดับประณีตแต่ฝ่ายเดียวหรือเสมอๆ  เพราะฌานสมาธินั้นยังให้เกิดความสุข ความสงบ ความสบายอันเกิดขึ้นจากภวังค์ และการระงับไปของกิเลสในนิวรณ์ ๕ เป็นระยะเวลาหนึ่ง  ตลอดจนนิมิตต่างๆที่เกิดขึ้นจากฌานสมาธิล้วนตื่นตาตื่นใจ อย่างเห็นได้ชัดและรวดเร็วเมื่อปฏิบัติได้ผลขึ้น จึงเกิดการติดเพลิน(นันทิ)โดยไม่รู้ตัว  ในที่สุดความตั้งใจที่ฝึกสัมมาสติอันเป็นมรรคองค์ที่ ๗ จึงกลับกลายเป็นมิจฉาสติไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้มิจฉาสมาธิร่วมไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

        หรือนิยมเข้าใจกันทั่วๆไปโดยนัยๆว่า ปฏิบัติสมถสมาธิ หรือปฏิบัติอานาปานสติ หรือปฏิบัติสติติดตามอริยาบถ ก็เพียงพอเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อันดีงามแล้ว และก็ทำอยู่แต่อย่างนั้นอย่างเดียวนั่นเอง เช่นนั่งแต่สมาธิแต่ขาดการเจริญวิปัสสนา,   ดังนั้นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงควรดำเนินประกอบด้วยการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาหรือความเข้าใจตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นก็ย่อมดำเนินและเป็นไปดังพุทธดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ข้างต้น

 

        สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ, หรือข้อปฏิบัติที่ใช้สติเป็นประธานหรือหลัก ในการกำหนดระลึกรู้หรือพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ  โดยไม่ถูกครอบงําด้วยความยินดียินร้าย(ตัณหา)ที่ทําให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริงตามอํานาจของกิเลสตัณหา  หรือกล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งสติ จุดประสงค์เพื่อฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณาและรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต และธรรม  เพื่อให้เกิดนิพพิทาความคลายกำหนัดความยึดความอยากจากการไปรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ จึงคลายตัณหา  จึงเป็นไปเพื่อนําออกและละเสียซึ่งตัณหาแลอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสด้วยความพึงพอใจหรือสุขของตัวของตนเป็นสำคัญ  ที่มีในสันดานของปุถุชนอันก่อให้เกิดความทุกข์โดยตรงด้วยเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์,  พระองค์ท่านแบ่ง สติปัฏฐาน ๔ ออกเป็น ๔ หมวดใหญ่ด้วยกัน คือ

 

        ๑. กายานุปัสสนา การมีสติในกายเป็นอารมณ์ คือมีสติกําหนดพิจารณากาย  ให้เห็นกายในกาย คือเห็นตามความเป็นจริงของกาย เช่น "เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยอันมีธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ" (อ่านรายละเอียดในไตรลักษณ์)  หรือการเกิดแต่เหตุที่เป็นของสกปรกปฏิกูลโสโครกประกอบหรือเป็นปัจจัยกันขึ้น(ทวัตติงสาการ)  หรือการพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้เกิดนิพพิทา อันล้วนเป็นไปการระงับหรือดับตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทั้งสิ้น

 

        ในขั้นแรกนั้น เป็นการฝึกให้มีสติเสียก่อน  โดยฝึกดูลมหายใจที่หายใจเข้า ที่หายใจออก อย่างมีสติ,  หรือการมีสติอยู่ในอิริยาบถของกาย  แล้วใช้สตินั้นในการพิจารณากายในแบบต่างๆ ตลอดจนการเกิดดับต่างๆของกาย ฯลฯ. ล้วนเพื่อให้เกิดนิพพิทา เพื่อให้จิตลดละความยินดียินร้ายในกายแห่งตนแลบุคคลอื่นเมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของกายนั้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  จิตจะได้คลายความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจหรือหลงใหลในกายแม้ตัวตนของตนหรือบุคคลอื่น  เป็นการตัดกำลังตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทางหนึ่ง ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๖ แบบ

 

        ๑.๑ อานาปานสติ  ขอเน้นว่าจุดประสงค์อยู่ที่สติ โดยให้จิตคือสติกําหนดตามดูหรือรู้ตามลมหายใจเข้าออกแบบต่างๆ  ตลอดจนสติสังเกตเห็นอาการของลมหายใจ  มีจุดประสงค์เพื่อฝึกให้มีสติและเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  เหตุเพราะลมหายใจนั้นก็สามารถใช้เป็นอารมณ์หรือการวิตกในการทำฌานหรือสมาธิได้ด้วย  ข้อนี้จึงมักสับสนกันอยู่เนืองๆ จนก่อโทษ  จึงทำสติต้องเป็นสติ  สมาธิก็เป็นสมาธิ  กล่าวคือเมื่อทำสติต้องเป็นสติ จึงเป็นสัมมาสติ  เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วเป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ   แต่บางครั้งคราวในการปฏิบัติอาจมีการเลื่อนไหลเพราะสติขาดเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งเป็นคราว เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ต้องกังวล  เนื่องจากบางครั้งฝึกสติก็จริงอยู่ แต่เกิดอาการขาดสติหรือสติอ่อนลงเป็นครั้งคราวบ้างจึงเลื่อนไหลไปเป็นฌานหรือสมาธิแทน  อย่างนี้ไม่เป็นไร  (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอานาปานสติในกายคตาสติสูตร),  การตั้งกายตรง ก็เพื่อช่วยดำรงสติไว้ไม่ให้เลื่อนไหลไปง่วงหาวนอนได้ง่ายๆขณะปฏิบัติ

 

        ๑.๒ อิริยาบถ  คือกําหนดสติให้ระลึกรู้ในอิริยาบถอาการต่างๆของกาย เช่น เดิน นอน ยืน นั่งฯลฯ. คือมีสติรู้ในอิริยาบทต่างๆนั่นเอง  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกับอานาปานสติคือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  ไม่ได้มีจุดประสงค์โดยตรงเพื่อใช้เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิหรือฌาน (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอิริยาบถในกายคตาสติสูตร)

 

        ดังนั้นอานาปานสติจึงใช้ปฏิบัติเมื่อวิเวก  ส่วนอิริยบถใช้โดยทั่วไปได้เนืองๆในการดำรงชีวิตประจำวัน

 

        ๑.๓ สัมปชัญญะ  ความรู้ตัวคือปัญญาในการให้มีสติต่อเนื่องในการกระทําหรือการเคลื่อนไหว เช่นเดิน ดื่ม กิน ถ่าย วิ่ง ตื่น หลับ ฯลฯ. กล่าวคือมีสติอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม  สติระลึกรู้อย่างต่อเนื่องสลับสับเปลี่ยนอิริยาบทกันได้ ตามที่สติระลึกรู้ตามความเป็นจริง มีสติระลึกรู้ไม่เพ่งจนแน่วแน่เพื่อการเป็นสมาธิระดับสูงหรือประฌีตแต่อย่างใด ใช้แค่ขณิกสมาธิเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เพราะต้องการฝึกสติเป็นหลัก  ไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นผลที่เกิดรองลงมาเท่านั้น ซึ่งอาจเลื่อนไหลไปสู่ฌานสมาธิในระดับประณีตได้โดยธรรมหรือธรรมชาติอีกด้วย แต่ต้องไม่ใช่เจตนาฝึกสติแล้วไหลเลื่อนเป็นฌานสมาธิเสียทุกครั้งไป ดังเช่น การใช้การจงกรมไปในการเจริญสมาธิเป็นสำคัญก็มี กล่าวคือการใช้ท่าการเดินนั้นเป็นอารมณ์เพื่อเน้นให้เกิดความสงบจากฌานสมาธิเสียเป็นสำคัญแต่อย่างเดียว ไม่ได้สนใจสติหรือปัญญาเลย  แล้วไปเข้าใจเอาว่า ความสงบนั้นถูกต้องดีงามแล้ว  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องสัมปชัญญะในกายคตาสติสูตร)   หรือการรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจหรืองานที่กระทำนั่นเอง

 

        ๑.๔ ปฏิกูลมนสิการ เมื่อมีสติในสิ่งดังกล่าวข้างต้น จิตย่อมไม่ดำริพล่านออกไปปรุงแต่งฟุ้งซ่าน จึงใช้สติที่ฝึกมานั้นอันย่อมประกอบด้วยสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ในที เนื่องจากการละดำริพล่านลงไปเสีย  จึงนำสติและจิตตั้งมั่นนั้นไปใช้พิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายว่าล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาด โสโครก ต้องเข้าใจว่ากายตน(เห็นกายในกายภายใน) และกายของบุคคลอื่น(เห็นกายในกายภายนอก)ต่างก็เป็นเฉกเช่นนี้ ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิดนิพพิทาเพื่อลดละความยึดมั่นพึงพอใจหลงไหลในกายตนและในกายบุคคลอื่นลง  เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงว่าล้วนแล้วแต่เป็นของปฏิกูลโสโครก เพื่อคลายความหลงใหลรักใคร่ยึดมั่นมันลงไป จึงคลายกำหนัด ดังมีกล่าวแสดงรายละเอียดไว้ในกายคตาสติสูตร  หรือดังภาพที่แสดงในทวัตติงสาการ

 

        ๑.๕ ธาตุมนสิการ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของกายนี้ว่า เป็นเพียงก้อนหรือมวลหรือฆนะของธาตุทั้ง ๔ อันล้วนไม่งาม ไม่สะอาด มาประชุมกันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายนี้ชั่วขณะระยะหนึ่ง ทั้งกายตนเองและบุคคลอื่นเช่นกัน   ดังที่ได้กล่าวไว้ ๒ ลักษณะในการพิจารณาในไตรลักษณ์  และกายคตาสติสูตรโดยละเอียด

 

        ๑.๖ นวสีวถิกา คือพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ เป็นระยะๆ ๙ แบบหรือระยะ จนผุพังเน่าเปื่อยไปในที่สุด และต้องเข้าใจว่ากายตนแลผู้อื่นต่างก็ล้วนต้องเป็นเฉกเช่นนี้  ไม่เป็นอื่นไปได้(ภาพอสุภะ)

 

        ในทางปฏิบัติของ เห็นกายในกาย คือมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆว่า สักแต่ว่ากายตามที่ได้พิจารณาเข้าใจ เพื่อให้บังเกิดนิพพิทาญาณ จึงดับตัณหา

 

        อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า  การมีสติอยู่กับกาย เป็นเพียงการระลึกรู้เท่าทันกาย ทั้งทางด้านปัญญาด้วยเช่นว่าไม่งามเป็นปฏิกูลเพื่อความนิพพิทา   แต่ถ้าแน่วแน่แต่อย่างเดียวขาดสติการระลึกรู้ก็กลับกลายเป็นสมถสมาธิไปได้โดยไม่รู้ตัว (หมายความว่า มีความตั้งใจฝึกสติ แต่ไปทำสมาธิเสียโดยไม่รู้ตัว)

 

วิธีการดับทุกข์พื้นฐาน

 

       1. จงประพฤติศีล 5 ให้สมบูรณ์ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด, ไม่ขโมยสิ่งของ ๆ ใคร, ไม่ประพฤติผิดในกาม, ไม่โกหกหลอกลวงใคร และไม่ดื่มหรือเสพสิ่งเสพติดมึนเมา

 

2. แบ่งเวลาในแต่ละวันให้พอเหมาะพอดีแก่สภาพชีวิตของตัวเอง มีเวลาทำงานเพียงพอ มีเวลาพักผ่อนเพลิดเพลินในครอบครัวตามสมควร สำหรับผู้ที่เป็นฆราวาสและมีเวลาฝึกสมาธิเพื่อทำจิตให้สงบ

 

3. ในการฝึกสมาธินั้น ให้นั่งอยู่อย่างสงบสำรวมอย่างเคลื่อนไหวอวัยวะมือเท้า จะนั่งกับพื้น เอาขาทับขาข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ หรือจะนั่งพับเพียบก็ได้ หรือจะนั่งบนเก้าอี้ตามสบายก็ได้ ไม่มีปัญหา

 

4. วิธีการฝึกสมาธินั้น ขอให้เข้าใจว่า ท่านจะทำจิตให้สงบ ปราศจากความคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องภายนอก ทุกอย่างชั่วระยะเวลาที่ทำสมาธินั้น ท่านจะไม่ปรารถนาที่ จะพบเห็นรูป สี แสง เสียง สวรรค์นรก หรือเทวดาอินทร์พรหมที่ไหน เพราะสมาธิที่แท้จริงย่อมจะไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ในจิตใจ สมาธิที่แท้จะมีแต่จิตที่สะอาดบริสุทธิ์ และสงบเย็นเท่านั้น

 

5. พอเริ่มทำสมาธิโดยปกติแล้วให้หลับตาพอสบายสำรวมจิตเข้านับที่ลมหายใจ ทั้งหายใจเข้าและหายใจออกโดยอาจจะนับอย่างนี้ว่า หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 อย่างนี้เรื่อยไป ทีแรกนับช้า ๆ เพื่อให้สติต่อเนื่องอยู่กับการนับนั้น แต่ต่อไปพอจิตสงบเข้าที่แล้ว มันก็จะหยุดนับของมันเอง

 

6. หรือบางทีอาจจะกำหนดพุทโธก็ได้ หายใจเข้ากำหนดว่า พุท หายใจออกกำหนด ว่า โธ อย่างนี้ก็ได้ ไม่ขัดแย้งกันเลย เพราะการนับอย่างนี้มันเป็นเพียงอุบายที่จะทำให้จิตหยุดคิดนึกปรุงแต่งเท่านั้น

 

7. แต่ในการฝึกแรก ๆ นั้น ท่านจะยังนับ หรือกำหนดไม่ได้อย่างสม่ำเสมอ หรือ อย่างตลอดรอดฝั่ง เพราะมันมักจะมีความคิดต่าง ๆ แทรกเข้ามาในจิต ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ช่างมัน ให้เข้าใจว่า ฝึกแรก ๆ มันก็เป็นอย่างนี้เอง แต่ให้ท่านตั้งนาฬิกาเอาไว้ตามเวลาที่พอใจว่าจะทำสมาธินานเท่าไร เริ่มแรกอาจจะทำสัก 15 นาที อย่างนี้ก็ได้ และให้เฝ้านับหรือกำหนดอยู่จนครบเวลาที่ตั้งไว้ จิตมันจะมีความคิดมากหรือน้อย ก็ช่างมัน ให้พยายามกำหนดนับตามวิธีการที่กล่าวมาแล้วจนครบเวลา ไม่นานนัก จิตมันก็จะหยุดคิดและสงบได้เองของมัน

 

8. การฝึกสมาธินี้ได้พยายามทำทุกวัน ๆ ละ 2-3 ครั้ง แรก ๆ ให้ทำครั้งละ 15 นาที แล้วจึงค่อยเพิ่มมากขึ้น ๆ จนถึงครั้งละ 1 ชั่วโมง หรือกว่านั้น ตามที่ปรารถนา

 

9. ครั้นกำหนดจิตด้วยการนับอย่างนั้นจนมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว ท่านก็จะรู้สึกว่า จิตนั้นสะอาด สงบ เย็น ผ่องใส ไม่หงุดหงิด ไม่หลับไหล ไม่วิตกกังวลกับสิ่งใด นั่นแหละคือสัญลักษณ์ที่แสดงว่า สมาธิกำลังเกิดขึ้นในจิต

 

10. เมื่อจิตสงบเย็น ไม่หงุดหงิดเช่นนั้นแล้ว อย่าหยุดนิ่งเฉยเสีย ให้ท่านเริ่มน้อมจิตเพื่อจะพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไป ถ้ามีปัญหาชีวิต หรือปัญหาใด ๆ ที่กำลังทำให้ท่านเป็นทุกข์กลัดกลุ้มอยู่ ก็จงน้อมจิตเข้าไปคิดนึกพิจารณาปัญหา ด้วยความสุขุมรอบคอบ ด้วยความมีสติ

 

11. จงยกเอาปัญหานั้นขึ้นมาพิจารณาว่า ปัญหานี้มันมาจากไหน ? มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ? เพราะอะไรท่านจึงหนักใจกับมัน ? ทำอย่างไรที่ท่านจะสามารถแก้ไขมันได้ ? ทำอย่างไรท่านจึงจะเบาใจและไม่เป็นทุกข์กับมัน ?

 

12. การพิจารณาอยู่ด้วยจิตอันสงบอย่างนี้ การถามหาเหตุผลกับตัวเองอย่างนี้ จิตของท่านมันจะค่อย ๆ รู้เห็น และเกิดความคิดนึกรู้สึกอันฉลาดขึ้นมาโดยธรรมชาติของมัน จิตจะสามารถเข้าใจต้นสายปลายเหตุของปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง นักปฏิบัติจึงต้องพยายามพิจารณาปัญหาต่าง ๆ อย่างนี้เรื่อยไป หลังจากที่จิตสงบแล้ว

 

13. ในกรณีที่ยังไม่มีปัญหาความทุกข์เกิดขึ้น หลังจากที่ทำจิตให้สงบเป็นสมาธิแล้ว จงพยายามคิดหาหัวข้อธรรมะหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมาพิจารณา เช่น ยกเอาชีวิตของตัวเองมาพิจารณาว่า มันมีความมั่นคง จีรังยั่งยืนอะไรเพียงไหน? ท่านจะได้อะไรจากชีวิตคือร่างกายและจิตใจนี้? ท่านจะอยู่ไปในโลกนี้นานเท่าไร ? เมื่อท่านตอบ ท่านจะได้อะไร ? ให้พยายามถามตัวเองเช่นนี้อยู่เสมอ

 

14. หรือท่านอาจจะน้อมจิตไปสำรวจการกระทำของตัวเองเท่าที่ผ่านมา พิจารณาดูว่า ท่านได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่ส่วนรวมหรือไม่ ? หรือท่านได้ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง ? และตั้งใจไว้ว่า ต่อไปนี้ท่านจะไม่ทำสิ่งผิด จะไม่พูดสิ่งที่ไม่ดี ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนและไม่สบายใจ ท่านจะพูดจะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกนี้ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของชีวิตของท่านเอง

 

15. จงเข้าใจว่า เป้าหมายที่ถูกต้องของการฝึกสมาธินั้น คือท่านจะฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากอารมณ์ภายนอกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตนั้นจะมีกำลัง และมั่นคงสภาวะจิตเช่นนั้นเองมีความพร้อมในการที่จะรู้ จะเข้าใจปัญหาต่าง ๆ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวท่านอยู่ ได้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง

 

16. สรุปว่า ท่านจะฝึกสมาธิเพื่อจะเรียกกำลังจิตจากสมาธินั้นไปพัฒนาความคิดนึก หรือความรู้สึกของท่านให้ถูกต้อง ซึ่งความรู้สึกคิดนึกที่ถูกต้องนั้น แท้จริงแล้วก็คือ ?ปัญญา? นั่งเอง

 

17. จงจำไว้ว่า ปัญหาอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่านก็คือความทุกข์ ความกลัดกลุ้มใจ และความทุกข์นั้นก็จะไม่หมดไปได้เพราะการไหว้วอนบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แต่มันจะหมดไปจากใจของท่านได้ ถ้าท่านมีปัญญารู้เท่าทันตามเป็นจริงในสิ่งที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์นั้น

 

18. ดังนั้น ในการฝึกสมาธิทุกครั้ง ท่านจึงต้องกำหนดจิตใจสงบเสียก่อน จากนั้นจึงเอาจิตที่สงบนั้นมาพิจารณาทบทวนปัญหาที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์

 

19. ท่านจะต้องรู้ความจริงด้วยว่า ปัญหาหลาย ๆ อย่างท่านไม่สามารถจะแก้ไขมันได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ตามสภาวะแวดล้อมของมัน แต่หน้าที่ของท่านคือท่านจะต้องพยายามหาวิธีทำกับมันให้ดีที่สุด โดยคิดว่าท่านทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้ ผลจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ช่างมัน ปัญหามันจะหมดไปหรือไม่ก็ช่างมัน ท่านทำหน้าที่ของท่านได้ดีที่สุดแล้ว ท่านก็ถูกต้องแล้ว เรื่องจะดีร้ายได้เสียมันก็ไม่ใช่เรื่องของท่าน

 

20. ท่านจะต้องเปิดใจให้กว้าง ให้ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัยของมัน เช่นเรื่องที่ไม่ดีไม่น่าปรารถนา มันก็อาจจะเกิดขึ้นกับท่านได้ตามเหตุปัจจัยของมัน เพราะทุกสิ่งเป็นของไม่เทียงแท้แน่นอนอะไร บางทีมันก็ดี บางทีก็ไม่ดี มันเป็นอยู่อย่างนี้เอง เรื่องไม่ดีที่ไม่น่าปรารถนานั้น แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่โลกนี้มานานแล้ว ทุกคนที่เกิดมาในโลกก็ล้วนแต่จะต้องประสบกับมันทั้งนั้น แม้ว่าอาจจะมีลักษณะแตกต่างกับบ้างก็ตาม เรื่องไม่ดีไม่น่าปรารถนานั้น ไม่ใช่เกิดมาจากอำนาจของเทวดาฟ้าดิน ที่ไหนเลยมันเป็นของธรรมดาที่มีอยู่ในโลกอย่างนี้เอง

21. จงรู้จักธรรมะข้อที่ว่า ?อนิจจตา? ซึ่งแปลว่าความไม่เที่ยง สิ่งที่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น ความเปลี่ยนแปลงจากดีไปเป็นเลว เปลี่ยนจากความสมหวังไปเป็นความผิดหวัง ฯลฯ ก็ล้วนแต่เป็นเพราะความเป็นของไม่เที่ยงของมันนั่นเอง ดังนั้นจงอย่าเป็นทุกข์เศร้าโศกไปกับเรื่องดีร้ายได้เสียที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่จงรู้จักมันว่า มันเป็นอย่างนี้เอง มันไม่เที่ยงแท้แน่นอนเลยสักสิ่งเดียว ถ้าท่านรู้อย่างนี้ด้วยความสงบของสมาธิ จิตของท่านก็จะไม่เป็นทุกข์เลย

 

22. จงรู้จักธรรมะข้อที่ว่า ?ทุกขตา? ซึ่งแปลว่า ความเป็นทุกข์ จงจำไว้ว่า ชีวิตของคนเรานั้นล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ลักษณะของความทุกข์นั้นได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความอาลัยอาวรณ์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความที่ได้รับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ความพลัดพรากจากคนรักหรือของรัก และความผิดหวัง เหล่านี้แหละคือความทุกข์ที่คนทุกชาติทุกภาษาในโลกนี้กำลังประสบอยู่

 

23. จงรู้จักธรรมะข้อที่ว่า ?อนัตตา? ซึ่งแปลว่าความไม่ใช่ตัวเราหรือของเรา หรือความปราศจากแก่นสารที่ยั่งยืนถาวร ข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตนแก่นสารที่ถาวรนั้น หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นมันจะมีอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะนานหรือไม่นานก็แล้วแต่เหตุการณ์ของมันเท่านั้นเอง มันไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ในโลกนี้ได้ตลอดไป ดังนั้น ตัวตนที่เป็นของยั่งยืนถาวรของมันจึงไม่มีซึ่งสิ่งเหล่านั้น มันหมายรวมทั้งร่างกายและจิตใจของเราทุกคนด้วย

 

24. เมื่อทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยง ชวนแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์กับมัน และไม่ใช่สิ่งที่เป็นแก่นสารถาวรเช่นนั้นแล้ว เราจะมัวไปหลงใหลอยากได้อยากเป็นอะไรในมันให้มากเรื่องไปโดยเปล่าประโยชน์อีกเล่า ?

 

25. ในการฝึกสมาธินั้น ให้แบ่งเวลาออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรก ต้องกำหนดจิตให้สงบ ไม่ต้องคิดเรื่องอะไร ส่วนช่วงที่ 2 จึงอาศัยจิตที่สงบเป็นตัวพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ

 

26. พอครบเวลาที่กำหนดไว้แล้ว เมื่อจะเลิกนั่งสมาธิ ก็ให้ตั้งความรู้สึกไว้ว่า ต่อจากนี้ไปท่านจะมีสติพิจารณาสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการพิจารณานั้น ท่านจะพิจารณา ให้เห็นสภาพที่เป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่ง ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความไม่มีแก่นสารถาวรทั้งสิ้น

 

27. จงเตือนตัวเองว่า ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันจะเกิดเรื่องดีที่ถูกใจเราเมื่อไหร่ก็ได้ หรือมันจะเกิดเรื่องไม่ดีและขัดใจเราเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นมันไม่เที่ยง ดังนั้นเราจึงต้องทำจิตให้พร้อมรับสถานการณ์เหล่านั้นอยู่เสมอ โดยไม่ต้องดีใจหรือเสียใจไปกับเรื่องเหล่านั้น

 

28. จงพยายามทำจิตใจให้ปล่อยวางอยู่เสมอ หมายความว่า ท่านจะต้องพยายาม รักษาจิตให้สะอาด อย่าคิดอะไรให้ตัวเองเป็นทุกข์ อย่าอยากได้อยากเป็นอะไรจนเกินพอดี อย่าถือตัว อย่าถือทิฏฐิมานะ รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ จงน้อมจิตให้มองเห็นสภาวะที่สงบ และสะอาดอยู่เสมอ วิธีนี้จะทำให้จิตใจของท่านสงบเย็น ผ่องใส และไม่เดือดร้อนได้เป็นอย่างดีที่สุด

 

29. จงตั้งใจไว้ว่า แม้ท่านจะออกมาจากการนั่งสมาธิแล้ว แต่ท่านก็จะรักษาจิตให้สะอาดผ่องใสและไม่ถือมั่น ไม่แบกเอาสิ่งต่าง ๆ มาไว้ในใจให้หนักใจเปล่า ๆ เลย ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สมาธิเกิดอยู่ในจิตตลอดเวลา

 

30. จะคิดเรื่องอะไรก็จงคิดด้วยปัญญา คิดเพื่อที่จะทำให้เกิดความถูกต้อง คิดเพื่อจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้พวกเขาได้รับความสุขสงบในชีวิต คิดเพื่อจะทำหน้าที่ของท่านให้ดีที่สุด คิดจะทำให้ตัวเองและคนอื่นสัตว์อื่นมีความสุขและไม่มีทุกข์อยู่เสมอ

 

31. จงจำไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์ได้ นอกจากความคิดผิดของท่านเอง ถ้าท่านคิดผิด ท่านก็จะเป็นทุกข์ ถ้าท่านคิดถูก ท่านก็จะไม่เป็นทุกข์

 

32. จงอย่างเชื่อถือสิ่งงมงายไร้เหตุผล เช่น เมื่อมีความทุกข์ หรือเกิดเรื่องไม่ดีไม่น่าปรารถนาขึ้น ก็ไปบนเจ้าที่เจ้าทาง ไปไหว้จอมปลวก ไหว้ต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ ปรารถนาจะให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านหลงผิดคิดว่ามีอยู่ในสถานที่เหล่านั้น มาช่วยท่านให้พ้นทุกข์อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความงมงาย จงละเลิกมันเสีย เพราะมันจะทำให้ท่านสิ้นเปลืองทรัพย์สินและเวลาโดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เชื่อในสิ่งเหล่านั้น

 

33. จงรู้ความจริงว่า เรื่องที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจนี้เป็นธรรมชาติธรรมดาที่มีอยู่ในโลกนี้ บางทีท่านก็ได้ตามที่ปรารถนา แต่บางทีก็ไม่ได้ตามที่ปรารถนา มันเป็นของธรรมดาอยู่อย่างนี้เอง อย่าตื่นเต้นดีใจหรือเสียใจไปกับมัน

 

34. ตลอดเวลาที่ท่านกำลังทำกิจการงานอะไรอยู่ จงน้อมจิตให้มองเห็นความสงบที่ท่านเคยพบในการฝึกสมาธิ และจงมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกอย่างภายนอก จงแยกมันให้ออกว่า สิ่งหนึ่งคือจิตอันสงบของท่าน ส่วนอีกสิ่งหนึ่งคือความปรุงแต่งวุ่นวายของโลก สิ่งทั้ง 2 นี้มันแยกกันอยู่โดยธรรมชาติของมัน

 

35. ถ้าท่านไม่มองหาความสงบ แต่หันไปอยากได้อยากดีกับสิ่งภายนอก จิตของท่านก็จะสับสนวุ่นวายและเป็นทุกข์ แต่ถ้าท่านมองเห็นความสงบของจิต และควบคุมจิตไม่ให้เกิดความอยากความทะเยอทะยานที่ไม่รู้จักพอขึ้นมาแล้ว จิตของท่านก็จะสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าท่านจะยืน เดิน นั่ง หรือนอนอยู่ที่ใดก็ตาม ไม่ว่าท่านจะเป็นคนร่ำรวยหรือยากจนสักเพียงใดก็ตาม แต่จิตของท่านก็จะไม่เป็นทุกข์ เพราะการฝึกจิตด้วยวิธีการนี้

 

36. จงใช้ปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งปัญญานั้น หมายถึงความมีสติที่รู้จักประคับประคองจิตให้สะอาดอยู่เสมอ รู้จักทำจิตให้ปล่อยวาง ทำจิตให้โปร่งเบา รู้เท่าทันว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าผิดท่านจะไม่ทำไม่พูด ถ้าถูกท่านจึงจะทำจะพูด และรู้จักพิจารณาว่าหน้าที่ที่ท่านจะทำกับสิ่งนั้น ๆ คืออะไร แล้วก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด พยายามแก้ปัญหานั้นให้สงบไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมและถูกต้องที่สุด โดยไม่เห็นแก่ตัว วิธีนี้จะทำให้ปัญญาของท่านคมชัด และจะไม่มีความทุกข์อยู่ในจิตเลย

 

37. ท่านต้องรู้ว่า คนส่วนมากในโลกนี้เขามีกิเลส คือ ความโลภ โกรธและหลง ดังนั้นบางทีเขาก็คิดถูกและทำถูก แต่บางทีก็คิดผิดและทำผิด บางทีก็โง่ บางทีก็ฉลาด เพราะฉะนั้น ท่านจะต้องให้อภัยเขา ค่อย ๆ พูดกับเขา ไม่ด่าว่ารุนแรงกับเขา ท่านจะต้องใช้ปัญญาของท่านเข้าไปสอนเขาไปชักจูงเขาให้เดินในทางที่ถูก นี่คือหน้าที่ของผู้มีปัญญาที่จะเข้าไปเกี่ยวกับคนโง่ที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ผลที่จะได้รับก็คือ ท่านจะเป็นคนที่มีจิตใจเยือกเย็นและน่าเคารพกราบไหว้ของคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านจะไม่เป็นทุกข์ร้อนเลย แม้ว่าจะพบเห็นหรือเกี่ยวข้องกับคนมากมายหลายประเภทในโลกนี้อยู่เสมอ

 

38. การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แม้ในตอนที่ไม่ได้นั่งสมาธิอยู่อย่างนี้ คือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญานั้นสูงสุดแล้วก็คือความรู้จักปล่อยวาง ไม่แบกหามภาระใด ๆ มาไว้ในใจจนนอนไม่หลับและเป็นทุกข์นั่นเอง

 

39. จงจำไว้ว่า การฝึกสมาธินั้น แท้จริงแล้วท่านทำเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญานั้นเองที่จะเป็นตัวทำลายความทุกข์ทางใจให้หมดสิ้นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ การอ้อนวอนอธิฐานเอาอะไร ๆ ตามใจตัวเอง

 

40. จงตั้งใจไว้ว่า ถ้าจะรู้สึกเป็นทุกข์หงุดหงิดเมื่อไร ท่านจะสลัดมันทิ้งเมื่อนั้น ท่านจะไม่เอาอารมณ์นั้นมาไว้ในใจ ถ้าท่านสลัดอารมณ์ไม่ดีให้หลุดไปได้เมื่อใด ท่านก็จะรู้แจ้งธรรมะเมื่อนั้น ท่านจะหมดทุกข์เมื่อนั้น ท่านจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของท่าน ในนาทีที่ท่านสลัดอารมณ์หงุดหงิดไม่สบายออกไปจากใจได้

 

 

 

41. ในตอนเจ็บไข้ได้ป่วย จงอย่าคิดอยากจะหายจากโรคนั้น แต่จงคิดว่า ท่านจะรักษาโรคไปตามเรื่องของมัน บางทีก็หาย บางทีก็ไม่หาย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ท่านไม่เป็นโรคนี้ท่านก็ต้องตายอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องเสียใจหรือหวาดกลัวต่อโรคนั้น

 

42. จงตามดูความรู้สึกภายใจจิตอยู่เสมอ ถ้าจะวิตกกังวลให้ตัดทิ้งเลย ถ้าจะหงุดหงิดตัดทิ้งเลย ถ้าจะห่วงอะไรก็ตัดทิ้งไปเลย ถ้าทำอย่างนี้อยู่เสมอ ปัญญาของท่านก็จะสมบูรณ์เต็มเปี่ยมอยู่ในจิต นี่แหละคือทรัพย์อันประเสริฐสุดในชีวิตของท่าน และสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ก็จะสลายตัวไปเองในที่สุด

 

43. ปัญหาที่ทำให้ท่านหนักใจเป็นทุกข์ จะไม่เกิดขึ้นไม่จิต ถ้าท่านทำจิตให้สลัดอารมณ์ดีร้ายเหล่านั้น อยู่เช่นนี้เสมอ

 

44. สมาธิก็จะมั่นคงต่อเนื่องอยู่ในจิต แม้ท่านจะกำลังเดินเหินไปมาหรือทำการงานทุกอย่างอยู่ ถ้าหากว่าท่านพยายามทำจิตให้ปล่อยวางอยู่อย่างนี้ สมาธิก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น

 

45. อย่าคิดจะให้สิ่งต่าง ๆ มันเป็นไปตามใจของท่านหมด แต่จงคิดว่า มันจะเกิดเรื่องดีร้ายอย่างไรก็ให้มันเกิด ท่านจะพยายามหาทางแก้ไขมันไปตามความสามารถแก้ได้ก็เอา แก้ไขได้ก็เอา เรื่องดีก็ทิ้ง เรื่องร้ายก็ทิ้ง สุขก็ทิ้ง ทุกข์ก็ทิ้ง แล้วจิตของท่านก็จะเป็นอิสระและไม่เป็นทุกข์เลย

 

46. ท่านจะอย่าปล่อยให้ความอยาก ความรักตัวหวงตัว เกิดขึ้นในจิต เพราะธรรมชาติอย่างนั้นมันเป็นสิ่งสกปรกที่จะบั่นทอนจิตของท่านให้ตกต่ำและเป็นทุกข์

 

47. พอมีเวลาว่าง จงน้อมจิตเข้าสู่สมาธิอันสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ แม้จะทำครั้งละ 5 นาที สมาธิที่ถูกต้องก็จะเกิดขึ้นในจิตได้เช่นเดียวกัน และจะเพิ่มปริมาณความสงบสะอาดของมันขึ้นเรื่อยไป จิตของท่านก็จะมั่นคงแข็งแกร่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

48. จงอย่าคิดว่า ฉันปฏิบัติไม่ได้ ฉันไม่มีกำลังใจที่จะปฏิบัติควบคุมจิตของตัวเอง อย่าคิดอย่างนั้นเป็นอันขาด เพราะความคิดอย่างนั้นมันเป็นการดูหมิ่นตัวเอง เป็นการตีค่าตัวเองต่ำเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย

 

49. เมื่อมีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น จงหยุดคิดทุกอย่างก่อน ให้น้อมจิตเข้าสู่การกำหนดลมหายใจ นับ 1-2 กลับไปกลับมาพร้อมกับลมหายใจนั้น สักนาทีหนึ่ง แล้วจึงน้อมจิตเข้าไป พิจารณาปัญหานั้นว่า นี่มันคืออะไร ? ทำอย่างไรเราจึงจะไม่เป็นทุกข์ไปกับมัน ? เราควรจะทำอย่างไรจึงจะทำให้เรื่องนี้มันสงบไปได้อย่างถูกต้องที่สุด?

 

50. การทำอย่างนี้จะทำให้ท่านสามารถเข้าใจสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง และท่านจะเกิดความคิดที่เฉียบแหลมในการที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยสติปัญญาของตัวเอง.

 

51. หลักสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือ จงปล่อยวางอยู่เสมอ จงทำจิตให้ปล่อยวาง อย่าเก็บเอาสิ่งใดมาค้างไว้ในใจด้วยความอยากเป็นอันขาด แล้วปัญหาทุกอย่างก็จะสลายตัวไปในที่สุด โดยที่ท่านจะไม่เป็นทุกข์

 

52. พอถึงเวลาก็นั่งสมาธิอีก

 

53. พอออกจากสมาธิก็ตามดูจิต และทำจิตให้ปล่อยวางเรื่อยไป

 

54. จงมองเห็นความไม่เที่ยงของทุกสิ่งอยู่เป็นประจำ

 

55. จงยอมรับการเกิดขึ้นของทุกสิ่ง ยอมให้มันเกิดขึ้นได้กับท่าน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม และพยายามหาทางทำกับมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ไปกับมัน

 

56. นี่คือการฝึกจิตให้สงบและฉลาด ซึ่งท่านทุกคนสามารถที่จะทำได้ไม่ยากนัก

 

57. จงคิดเสมอว่า ชีวิตท่านกำลังเดินเข้าไปหาความตาย และความพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาท คือ อย่ามัวเมาสนุกสนานอยู่ในโลก โดยไม่มองหาทางหลุดรอดให้กับตัวเอง เพราะความประมาทอย่างนั้น มันจะทำให้ท่านพลาดโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ซึ่งหมายถึงสติปัญญาความหลุดพ้น

 

58. ความหงุดพ้นทางจิต คือ ความที่จิตไม่เป็นทุกข์กลัดกลุ้ม

 

59. ธรรมชาติแห่งความหลุดพ้นนี้ ท่านทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงได้ ถ้าหากท่านฝึกจิตของท่านให้ถูกต้อง ซึ่งการฝึกอย่างนี้เรียกกันว่า ?การปฏิบัติธรรม? นั่นเอง

 

60. ถ้าท่านฝึกจิตให้เป็นสมาธิ และใช้สติตามดูอาการภายในจิตของตัวเอง และทำจิตให้ปล่อยวางอยู่อย่างนี้เสมอแล้ว ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้นในจิตของท่านเลย

 

 

61. อย่าเชื่อง่ายจนเกินไปอย่าคิดว่าใครพูดอย่างไร ก็จะเป็นจริงตามนั้น อย่าเชื่ออย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีอาจารย์สอนธรรมะว่าต้องปฏิบัติอย่างนี้ๆ จึงจะถูก ธรรมของฉันเท่านั้นที่ถูกต้อง ธรรมะของคนอื่นไม่ถูกต้อง หรือพูดว่า จิตกับใจต่างกัน ใจนั้นอยู่บนจิต ส่วนจิตนั้นซ่อนอยู่ใต้ใจ ฯลฯ อย่างนี้ก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะนั่นมันเป็นเพียงความคิดเห็น ของเขาแนวหนึ่งเท่านั้น จะเอามาเป็นมาตรฐานว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้วไม่ได้

 

62. แต่การฝึกทำจิตให้ปล่อยวาง จนจิตมันว่างได้จริง มันไม่ยึดติดอยู่ในอารมณ์ทุกรูปแบบได้จริง นั่นแหละจึงจะเป็นธรรมะที่ถูกต้องแท้จริง เพราะความทุกข์จะหมดไปจากจิตใจของท่านได้จริง ๆ จากการฝึกปฏิบัติอย่างนั้น

 

63. จงจำไว้ว่า สมาธินั้น ท่านทำเพื่อให้จิตหยุดคิดปรุงแต่งแล้วกำลังความมั่นคง และความสงบของจิตก็จะเกิดขึ้น

 

64. การทำสมาธินั้น เพียงแต่สำรวมจิตเข้าสู่อารมณ์อันเดียว ด้วยการนับหรือ กำหนดอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่อย่างต่อเนื่องและเงียบเชียบ เท่านี้ก็ถูกต้องแล้ว สมาธินั้นจะถูกต้อง และจะทำให้เกิดปัญญาได้จริง

 

65. การฝึกจิตให้สงบ และฝึกคิดให้เกิดความรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง นี้คือการปฏิบัติธรรม ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เพื่อความหมดทุกข์ในที่สุด

 

66. จงเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องของการฝึกจิต ให้สงบและฉลาด ให้รู้จักหยุดคิดปรุงแต่งเป็นบางครั้ง และให้รู้จักทำจิตใจปล่อยวางอยู่ตลอดเวลา ความทุกข์ก็จะสลายไปทีละเล็กละน้อยตามกาลเวลาของมัน และจากประสบการณ์ของท่าน

 

67. จงทำคิดให้ปล่อยวางอยู่เสมอ แล้วปัญหายุ่งยากก็จะละลายไป อย่าตระหนี่ อย่าเห็นแก่ได้ อย่าเห็นแก่ตัว และจงให้ทานอยู่เสมอ

 

68. อย่าท้อถอยในการฝึกจิตให้สงบและฉลาด

 

69. มีเวลาเมื่อไหร่ จงทำจิตให้สงบเมื่อนั้น และเมื่อสงบแล้วก็จงถอนจิตออกมาพิจารณาสิ่งแวดล้อมทุกอย่างและอย่าถือมั่นมันไว้ในใจ

 

70. จงยอมให้คนอื่นได้เปรียบท่าน โดยไม่ต้องโต้เถียงกับเขา แล้วท่านจะเป็นผู้ชนะอย่างถาวร หมายความว่า ท่านจะชนะความทุกข์ใจได้อย่างถาวร แม้ว่าจะมีคนมากลั่นแกล้งท่านหรือตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอยู่เสมอก็ตาม

 

71. จงเชื่อว่า เมื่อท่านทำดีแล้วถูกต้องแล้ว มันก็ดีแล้วและถูกต้องแล้ว คนอื่นจะรู้ความจริงหรือไม่ เขาจะยอมรับและสรรเสริญท่านหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องของท่าน แต่เรื่องของท่านคือ ท่านต้องทำดีให้ดีที่สุด และทำให้ทุกสิ่งถูกต้องที่สุด โดยไม่หวังผลตอบแทน เมื่อนั้นท่านก็จะเป็นมนุษย์ผู้มีความประเสริฐสุดอยู่ในตัวท่านเอง

 

72. จงพยายามเข้าหาครูบาอาจารย์ผู้มีปัญญา ที่จะสอนท่านให้รู้แจ้งธรรมะได้อยู่เสมอ การเข้าใกล้สมณะที่เป็นเช่นนั้น จะช่วยให้ท่านให้สติปัญญาและรู้จักแนวทางในการดำเนินชีวิตของท่านอย่างถูกต้อง

 

73. อย่าลืมหลักปฏิบัติที่ว่า หยุดคิดให้จิตสงบแล้วจากนั้นจึงคิดอย่างสงบ เพื่อทำจิตให้ปล่อยวางอยู่เสมอ

 

74. อย่าถือมั่นว่า ชีวิตคือร่างกายและจิตใจของท่านเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ถ้าใครถือเช่นนั้น เขาก็จะเป็นทุกข์เพราะชีวิตที่ไม่เคยแน่นอนของเขา

 

75. จงหมั่นเสียสละทรัพย์สินเงินทองให้แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ การกระทำอย่างนี้จะช่วยให้จิตของท่านสะอาด และมีความพร้อมที่จะบรรลุถึงความหลุดพ้นได้ในที่สุด

 

76. จงเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ตายแล้วท่านจะไม่ได้อะไรไป ดังนั้น จงฝึกจิตให้ สงบและปล่อยวางอยู่เสมอ อย่าเห็นแก่ตัว อย่าตระหนี่ ฯลฯ แล้วท่านก็จะบรรลุถึงความหลุดพ้นได้ตามที่ปรารถนา

 

77. จิตที่สะอาด ปราศจากความอยาก และความถือมั่นในตัวเอง นั่นแหละคือจิตที่หลุดพ้นจากความทุกข์แล้วอย่างสิ้นเชิง จงพยายามฝึกจิตให้เป็นเช่นนั้น

 

78. การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องลึกลับมหัศจรรย์ที่ทำไปเพื่อการติดต่อพบปะกับดวงวิญญาณต่าง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่การปฏิบัติธรรมที่แท้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตให้สงบและฉลาด ให้จิตมั่นคงและปล่อยวาง ความทุกข์จะหมดไปด้วยการปฏิบัติอย่างนี้เท่านั้น

 

79. อย่างยึดถือทุกสิ่ง และจงปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วความทุกข์กลัดกลุ้มก็จะหมดไปทุกสิ่ง ในขณะที่ท่านจะสามารถทำการงานและแสวงหาอะไร ๆ ที่ถูกต้องได้ทุกสิ่ง

 

80. ความทุกข์จะไม่หมดไป เพราะท่านได้อะไร ๆ สมใจอยาก แต่การได้อะไรสมใจอยากนั่นแหละที่จะทำให้ท่านเป็นทุกข์ในสักวันหนึ่ง คือวันที่สิ่งนั้นมันหายไปจากท่าน

 

81. แต่ความทุกข์จะหมดไป เพราะท่านมีจิตที่สงบและฉลาด รู้จักหยุดและปล่อยวาง รู้จักสร้างสรรค์และเสียสละ อย่างนี้เรื่อยไป

 

82. ในขณะที่ทำสมาธิ ถ้ามันมีความคิดมากมายประดังเข้ามา ก็จงดูมัน และรอมันสักครู่หนึ่ง ความคิดมากมายนั้นก็จะสลายไป

 

83. จงรู้ว่า สมาธินั้น จะต้องมีอยู่เสมอ แม้ท่านจะทำกิจการงานใด ๆ อยู่ก็ตาม

 

84. สมาธิเปรียบเสมือนลมหายใจที่มีอยู่ตลอดเวลา แต่ท่านลืมดูมันเท่านั้นเอง ถ้ารู้อย่างนี้ สมาธิก็จะกลายเป็นสิ่งที่ฝึกได้ไม่ยาก

 

85. เพียงแต่ท่านสำรวมจิตเข้ามา เลิกสนใจสิ่งภายนอกเสียเท่านั้น สมาธิก็จะปรากฏขึ้นมาในจิตทันที

 

86. จงรู้ไว้ว่า สมาธิอย่างเดียวยังไม่สามารถทำให้จิตของท่านหมดทุกข์ได้ แต่สมาธินั้นจะต้องมีปัญญาประกอบด้วย ท่านจึงจะเอาชนะปัญหาทางใจของท่านได้

 

87. ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้นคือทางออกไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ทางอื่นหรือลัทธิความเชื่ออย่างอื่น ไม่สามารถจะทำให้ท่านหลุดพ้นออกไปจากความทุกข์ได้

 

88. การอ้อนวอนหรือบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ได้อะไรๆ ตามที่ปรารถนานั้น มันก็ขึ้นอยู่กับกฎแห่งความไม่เที่ยงเหมือนกัน บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ และที่ท่านได้อะไรมา ก็เพราะมันมีเหตุที่จะทำให้ท่านได้สิ่งนั้นอยู่แล้ว มันจึงได้มา ไม่ใช่มันได้มาเพราะสิ่งอื่นมาช่วยให้ท่านได้มา ไม่ใช่อย่างนั้นเลย

 

89. อย่างไรก็ตาม แม้ท่านจะได้อะไร ๆ มาตามที่ปรารถนา แต่สิ่งนั้นก็จะไม่อยู่กับท่านอย่างถาวรตลอดไป สักวันหนึ่งมันก็จะสูญเสียไปจากท่านอยู่ดี ดังนั้นผู้มีปัญญาจึงไม่ควรปรารถนา หรืออ้อนวอนเพื่อจะได้จะเป็นอะไรเลย

 

90. เพียงแต่ว่า ท่านทำมันให้ดีที่สุด ต้องการจะได้อะไร ก็จงใช้สติคิดดูว่าทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งนั้นมาด้วยความบริสุทธิ์และถูกต้อง แล้วก็ทดลองทำไปตามนั้น ถ้ามีเหตุปัจจัยที่จะได้ มันก็จะได้ของมันเอง แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้มันแล้วไป อย่าเป็นทุกข์ไปกับมัน

 

91. ถ้าทำอย่างนี้ ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะได้อะไร ๆ เหมือนเดิม และที่ดีไปกว่านั้นคือ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้สิ่งนั้น ๆ ท่านก็จะไม่เป็นทุกข์ หรือเมื่อได้มาแล้วและมันเกิดสูญเสียไป ท่านก็จะไม่เป็นทุกข์อีกเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของการปฏิบัติธรรม เพื่อการรู้เท่าทันสิ่งทั่งปวงนั้น มันดีอยู่อย่างนี้ คือมันจะทำให้ท่านไม่เป็นทุกข์ในทุก ๆ กรณี

 

92. ดังนั้น จงฝึกจิตให้สงบด้วยสมาธิ เพื่อเรียกปัญญาคือความฉลาดของจิตให้เกิดขึ้นมา เพื่อจะเอาไปใช้แก้ปัญหา ด้วยการทำจิตให้ปล่อยวางอยู่เสมอ และในที่สุดความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงก็จะเกิดขึ้นอย่างถูกต้องได้ไม่ยากนัก

 

93. เวลาพบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ มันชวนให้ท่านโกรธ หรือเดือดร้อนใจขึ้นมา จงอย่าเพิ่งพูดอะไรออกไป หรือจงอย่างเพิ่งทำอะไรลงไป แต่จงคิดให้ได้ก่อนว่า นี่คือสิ่งที่คนทุกคนในโลกนี้ไม่ปรารถนาจะพบเห็น แต่ทุกคนก็ต้องพบกับมัน สิ่งนี้คือสิ่งที่ท่านจะเอาชนะมัน ด้วยการสลัดมันให้หลุดออกไปจากใจก่อน ถ้าท่านสลัดมันออกไปจากใจได้ ท่านก็จะเป็นอิสระและไม่เป็นทุกข์ เมื่อท่านไม่เป็นทุกข์เพราะมัน ก็หมายความว่าท่านชนะมัน

 

94. เมื่อคิดได้ดังนั้น จนจิตมองเห็นสภาวะที่ใสสะอาดในตัวมันเองแล้ว จงหวนกลับไปคิดว่า แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ? ไม่กี่นาทีท่านก็จะรู้วิธีที่จะแก้ปัญหานั้นอย่างถูกต้องที่สุดและฉลาดเฉียบแหลมที่สุด โดยที่ท่านจะไม่เป็นทุกข์กับเรื่องนั้นเลย

 

95. เวลาที่พบกับความพลัดพรากสูญเสีย ก็จงหยุดจิตไว้อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และจงยอมรับว่า นี่คือสภาวะธรรมดาที่มีอยู่ในโลก มันเป็นของที่มีอยู่ในโลกนี้มานานแล้ว ท่านจะไปตื่นเต้นเสียอกเสียใจกับมันทำไม ? มันจะเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็น ไม่ต้องตื่นเต้น และจงคิดให้ได้ว่า ในที่สุดแล้ว ท่านจะพลัดพรากและสูญเสียแม้กระทั้งชีวิตของท่านเอง วิธีคิดอย่างนี้จะทำให้ท่านไม่เป็นทุกข์เลย

 

96. เวลาประสบกับเรื่องที่ไม่ดี จงอย่าคิดว่า ทำไมถึงต้องเป็นเรา ? ทำไมเรื่องอย่างนี้จึงต้องเกิดขึ้นกับเรา ? จงอย่าคิดอย่างนั้นเป็นอันขาด เพราะยิ่งคิดเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งจะเป็นทุกข์เท่านั้น ความคิดอย่างนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา

 

97. จงคิดอย่างนี้เสมอว่า ไม่เรื่องดีก็เรื่องเลวเท่านั้นแหละที่จะเกิดขึ้นกับเรา ไม่ต้องตื่นเต้นกับมัน จงยอมรับมัน กล้าเผชิญหน้ากับมัน และทำจิตให้อยู่เหนือมันด้วยการไม่ยึดมั่นในมัน และไม่อยากจะให้มันเป็นตามใจของท่าน แล้วท่านก็จะไม่เป็นทุกข์

 

98. จงเฝ้าสังเกตดูความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ ถ้าจะไม่สบายใจ จงหยุดคิดเรื่องนั้นทันที ถ้าสบายใจอยู่ก็จงเตือนตัวเองว่า อย่าประมาท ระวังสิ่งที่มันจะทำให้เราไม่สบายใจจะเกิดขึ้นกับเรา ให้ท่านพร้อมรับมันอย่างนี้ ด้วยจิตที่เปิดกว้างอยู่เสมอ

 

99. จงรู้ความจริงว่า ทั้งความพอใจและความไม่พอใจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องปลดเปลื้องมันออกไปจากใจของท่าน จิตของท่านจึงจะเป็นอิสระเสรีก็ได้ถึงที่สุด

 

100. ถ้าจะเกิดความสงสัยอะไรขึ้นสักอย่างหนึ่ง ก็จงตอบตัวเองว่า อย่าเพิ่งสงสัยมันเลย จงทำจิตให้สงบและเพ่งให้เห็นความสะอาดบริสุทธิ์ภายในจิตของตัวเองอย่างชัดเจน และสรุปว่า ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบและเป็นอิสระเสรี ภายในจิตของท่านได้

 

101. ความรู้ชัดในการรักษาจิตให้สงบและสะอาดอยู่เสมอ นี่แหละคือสติปัญญาความรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง ความทุกข์จะเกิดขึ้นในใจของท่านไม่ได้เลย

 

102. เมื่อถึงเวลาพักผ่อน จงเข้าสู่สมาธิตามสมควรแก่เวลาที่จะเอื้ออำนวย กำหนดจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจ นับ 1-2 ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ต้องสนใจสิ่งอื่น ไม่ต้องปรารถนาจะเห็นหรือจะได้จะเป็นอะไรจากการทำสมาธิ

 

103. เมื่อจิตสงบเย็นแล้ว จึงเพ่งพิจารณาชีวิตสิ่งแวดล้อม และปัญหาที่ตัวเองกำลังประสบอยู่ แล้วสรุปว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเลย

 

104. จงทำกับปัญหาทุกอย่างให้ดีที่สุด ใช้ปัญญาแก้ไขมัน ไม่ต้องวิตกกังวลกับมัน ถึงเวลาแล้วจงเข้าสู่สมาธิได้เวลาแล้วจงออกมาสู้กับปัญหา อย่างนี้เรื่อยไป

 

105. จงปฏิบัติเช่นนี้ทุกวัน แล้วจิตของท่านก็จะบรรลุถึงความสะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์สูงสุด ในสักวันหนึ่งซึ่งไม่นานนัก

 

                   ทั้งหมดนี้คือ แนวทางที่ถูกต้องที่สุดในการที่จะเอาชนะความทุกข์ในชีวิตของท่าน ซึ่งแนวทางนี้เรียกว่า ?การปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น? อันเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงพระประสงค์ที่จะให้ทุกคนเข้าถึง เพื่อความหมดทุกข์ทางใจในที่สุด.

 

 

 

 

                            สติปัฏฐาน ๔ เป็นการปฏิบัติที่พระองค์ท่านตรัสว่าเป็นทางสายเอก(เอกายนมรรค)  เมื่อปฏิบัติอย่างดีงามย่อมทำให้โพชฌงค์องค์แห่งการตรัสรู้บริบูรณ์ กล่าวคือย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ถึงที่สุด ดังที่ตรัสแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งในกุณฑลิยสูตร   ในการศึกษาการปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรมก็ตามที ต่างล้วนต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีปัญญาหรือวิชชาเป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ จึงถูกต้องดีงาม อันจักยังผลให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องแนวทาง  ดังนั้นจึงควรมีความเข้าใจด้วยการศึกษาธรรมให้เข้าใจจุดประสงค์อย่างถูกต้องด้วย  เพราะเป็นที่นิยมปฏิบัติกันโดยไม่ศึกษาให้ดีงามเสียก่อน  เริ่มต้นปฏิบัติก็มักเพราะเป็นทุกข์กำลังรุมเร้า หรือด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เนืองๆ ก็เริ่มปฏิบัติอานาปานสติหรือสติปัฏฐาน ๔ โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ดังนั้นแทนที่เป็นการฝึกสติ,ใช้สติชนิดสัมมาสติ  กลับกลายเป็นการฝึกการใช้มิจฉาสติจึงได้มิจฉาสมาธิแบบผิดๆอันให้โทษ  จีงเกิดขึ้นและเป็นไปตามพุทธพจน์ข้างต้น   จึงอุปมาเหมือนการเรียนเคมี โดยไปปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสียเลย ด้วยเข้าใจว่าไปเรียนไปศึกษาจากการปฏิบัติโดยตรงคงยังให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นเอง ด้วยเหตุดั่งนี้เอง จึงเกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้นได้ด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง  จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ให้เข้าใจจุดประสงค์เป็นพื้นฐานบ้างเสียก่อน จะได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องแนวทางสมดังพุทธประสงค์ คือสัมมาสติที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง

 

         สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นการฝึกสติใช้สติ สมดังชื่อ ที่หมายความว่า การมีสติเป็นฐาน ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ  ซึ่งเมื่อเกิดสัมมาสติขึ้นแล้ว ย่อมยังให้เกิดจิตตั้งมั่นอันคือสัมมาสมาธิร่วมด้วยโดยธรรมหรือธรรมชาติ  แล้วนำทั้งสัมมาสติและสัมมาสมาธินั้นไปดำเนินการพิจารณาในธรรมคือเจริญวิปัสสนา ในธรรมทั้งหลายดังที่แสดงในธัมมานุปัสสนา หรือธรรมอื่นใดก็ได้ตามจริต สติ ปัญญา มิได้จำกัดแต่เพียงในธรรมานุปัสสนาเท่านั้น

 

           อานาปานสติ เป็นการฝึกสติใช้สติ โดยการใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ที่หมายถึงเครื่องกำหนด กล่าวคืออยู่ในอารมณ์คือลมหายใจเข้าและออกอย่างมีสติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาเป็นจุดประสงค์สำคัญ   แต่กลับนิยมนำไปใช้เป็นอารมณ์ในการวิตกเพื่อให้จิตสงบเพื่อการทำฌานสมาธิเสียแต่ฝ่ายเดียวเป็นส่วนใหญ่หรือทุกครั้งไปเนื่องด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้  จึงไม่ได้สนใจการเจริญวิปัสสนาให้เกิดนิพพิทา,ให้เกิดปัญญาเลย  โดยปล่อยให้เลื่อนไหลหรือสติขาดไปอยู่แต่ในความสงบสุขสบายอันเกิดแต่ภวังค์ของฌานหรือสมาธิระดับประณีตแต่ฝ่ายเดียวหรือเสมอๆ  เพราะฌานสมาธินั้นยังให้เกิดความสุข ความสงบ ความสบายอันเกิดขึ้นจากภวังค์ และการระงับไปของกิเลสในนิวรณ์ ๕ เป็นระยะเวลาหนึ่ง  ตลอดจนนิมิตต่างๆที่เกิดขึ้นจากฌานสมาธิล้วนตื่นตาตื่นใจ อย่างเห็นได้ชัดและรวดเร็วเมื่อปฏิบัติได้ผลขึ้น จึงเกิดการติดเพลิน(นันทิ)โดยไม่รู้ตัว  ในที่สุดความตั้งใจที่ฝึกสัมมาสติอันเป็นมรรคองค์ที่ ๗ จึงกลับกลายเป็นมิจฉาสติไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้มิจฉาสมาธิร่วมไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

        หรือนิยมเข้าใจกันทั่วๆไปโดยนัยๆว่า ปฏิบัติสมถสมาธิ หรือปฏิบัติอานาปานสติ หรือปฏิบัติสติติดตามอริยาบถ ก็เพียงพอเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อันดีงามแล้ว และก็ทำอยู่แต่อย่างนั้นอย่างเดียวนั่นเอง เช่นนั่งแต่สมาธิแต่ขาดการเจริญวิปัสสนา,   ดังนั้นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงควรดำเนินประกอบด้วยการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาหรือความเข้าใจตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นก็ย่อมดำเนินและเป็นไปดังพุทธดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ข้างต้น

                      อันปุถุชนเดินดินนั้น ที่จะทำอะไรไม่ผิดเลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้นอกจากจะไม่ทำอะไรเลย และการไม่ทำอะไรเลยนั้น ก็เป็นความผิดอีกคือ ผิดที่ไม่ทำ

 

อันวิสัยของคนดีนั้น เมื่อทำผิดแล้วก็ต้องยอมรับ และยอมแก้ไขไม่ให้เกิดผิดซ้ำอีก คนที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด เป็นคนสุขภาพจิตเสื่อม อยู่ที่ไหน ? กับใครก็เดือดร้อนที่นั่น คือเมื่อเกิดความผิดขึ้นก็จะป้ายไปให้ผู้อื่น เมื่อเกิดความดีก็จะรีบรับเอาเสียเอง ไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม

 

คนประเภทนี้ มีอยู่ในครอบครัวใด ครอบครัวนั้นก็หาความสันติสุขได้ยาก

 

ดังนั้นสามี-ภรรยาคู่ใด ต้องการความสุข ในการครองเรือนร่วมกัน ควรปลูกฝังคุณธรรม ในการครองเรือน ให้มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ชีวิตสมรสย่อมจะเดินไปตามทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ อย่างแท้จริง

 

ทางแก้

ควรใช้หลักธรรม ๓ ชุด คือ มีศีล ๕ ละเว้นอบายมุข และมีฆราวาสธรรมอีก ๔ ข้อ คือ

 

ชุดศีล ๕ และธรรม ๕ ควรฝึกทำให้ได้

๑. ไม่ฆ่าสัตว์ (รวมทั้งคนด้วย) และมีเมตตา

๒. ไม่ลักทรัพย์ และมีสัมมาชีพ

๓. ไม่ผิดสามี-ภรรยาคนอื่น และมีความสันโดษ คือการยินดี และพอในในคู่ครองของตนเท่านั้น หรือมีกามสังวร

๔. ไม่พูดเท็จ และมีสัจจะ

๕. ไม่ดื่มสุรา และมีสติ ไม่ประมาท

 

- ชุดอบายมุข ๖ ต้องเว้นให้ขาด

๑. การดื่มน้ำเมา

๒.การเป็นคนเจ้าชู้

๓.เล่นการพนัน

๔.การเที่ยวเตร่

๕.การคบคนชั่ว

๖.ความเกียจคร้าน

 

- ฆราวาสธรรม ๔ ควรมีประจำ

๑. สัจจะ สัตย์ซื่อและจริงใจต่อกัน

๒.ทมะ ฝึกฝนปรับปรุงตนให้ดีขึ้น

๓.ขันติ อดทนและอดกลั้นทุกสิ่ง

๔.จาคะแบ่งปัน และสละมะเร็งในอารมณ์

 

ถ้าครอบครัวทั้งผัวเมีย ปฏิบัติธรรมเพียง ๓ ชุดเท่านี้ ขอรับรองว่าต้องมีความสุข ตามวิสัยของกัลยาปุถุชนอย่างแน่นอน

 

โปรดลองสำรวจดูสิว่า ท่านปฏิบัติบกพร่อง ในศีล และธรรมะ ๓ ชุดนี้บ้างไหม ? หรือสิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นปัญหาให้ท่านต้องทุกข์ก็ขอผ่านไปยังจุดที่เป็นปัญหาให้เกิดทุกข์ได้อีก คือ

 

๑. การจู้จี้ พูดมาก ขี้บ่น ข้อนี้ส่วนมากเป็นแก่แม่บ้าน ส่วนพ่อบ้านก็มีบ้างแต่น้อย ต้นเหตุเพราะ คนในบ้านไม่ให้ความร่วมมืออะไร ๆ จึงมาตกแก่แม่บ้านหมด ทั้งงานนอก งานในก็แม่บ้านคนเดียว ถ้า "ทำใจ" คือวาง และปลงไม่ได้ โรคประสาทก็จะมาเยือนอย่างแน่นอน

 

ทางแก้ ทั้งพ่อบ้าน แม่บ้าน และลูกบ้าน ควรร่วมมือกัน อะไรพอทำได้ก็ควรช่วยกัน และแม่บ้านที่ฉลาด ก็ไม่ควรจะผูกขาดงานในบ้านเสียคนเดียว ใคร ๆ ทำให้ก็ไม่ถูกใจ ควรฝึกให้ลูก ๆ ขยัน และช่วยตัวเองให้มาก

 

๒. การเอาแต่ใจตัว คือชอบทำอะไรเผด็จการ ไม่ปรึกษาหารือกันก่อน สามี-ภรรยาแม้มีสองร่าง (ตัว) แต่ควรมีหัวใจเดียวกัน บ้านจึงจะสันติสุขควรเป็นคนมีเหตุผล อย่าทำอะไรตามทาสของอารมณ์ แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะไม่ทำให้ครอบครัวแตกแยกก็จริง แต่ต้องนอนหันหลังให้กัน มันจะมีความสุขทั้งกาย และใจได้อย่างไร ?

 

ทางแก้ ควรควบคุมอารมณ์ ก่อนทำหรือพูดควรมีสติ และปัญญากำกับด้วย เราไม่ชอบสิ่งใด ก็ไม่ควรทำหรือพูดสิ่งนั้น ควรลด ทิฐิมานะ และอุปาทานให้มาก เอาเหตุผลและความถูกต้องเป็นแนวทาง

 

๓. ควรมีสันโดษ คือ พอใจสิ่งที่มี และยินดีในสิ่งที่ได้ อย่าเทียบฐานะกับคนที่ด้อยกว่า แล้วใจจะเป็นสุข

 

๔. ครอบครัวแสนสุข คือ ทั้งพ่อแม่และลูก ควรอยู่ในศีลธรรมทางศาสนา มีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และผู้มีพระคุณ

 

๕. การหย่าร่าง เมื่อมีความจำเป็นต้องแยกกัน ควรระลึกถึงลูก ๆ ให้มาก การมีพ่อแม่ การมีแม่ขาดพ่อ หรือการอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงนั้น ยากนักที่ลูก ๆ จะได้รับความรัก และความอบอุ่น มักจะเป็นเด็กที่มีปัญหาแก่สังคม อย่าได้ทิ้งเวรกรรมไว้กับลูกเล็ก ๆ เลย เขายังอ่อนต่อโลกและชีวิตนัก

 

             ปัญญาวุฒิธรรม 4 (virture conductive to growth in wisdom)

        ปัญญาวุฒิธรรม หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องเจริญ หรือคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามแห่งปัญญา เป็นธรรมที่ผู้ประพฤติปฏิบัติแล้วมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ประกอบด้วย

        1. สัปปุริสสังเสวะ หมายถึง การคบหาสัตบุรุษ หรือเสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” การที่คบหากับท่านผู้รู้จะทำให้มีความคิดที่ดี ใช้สติปัญญาไปในทางที่ชอบธรรมก็จะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

คำว่า สัตบุรุษ หมายถึง คนสงบ คนดี คนมีศีลธรรม

        2. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง ฟังสัทธรรม การเอาใจใส่ศึกษาเล่าเรียน การค้นหาความรู้ความจริง บุคคลผู้ทำตนให้เจริญจะต้องมีการศึกษาเล่าเรียน แสวงหาความรู้ความจริงอยู่ตลอดเวลา ไม่ย่อท้อ

        3. โยนิโสมนสิการ หมายถึง การคิดอย่างถูกวิธี การคิดอย่างแยบคาย ดังนั้นวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้ความคิด ให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้น ๆ ผิวเผิน เป็นขั้นสำคัญของการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์เป็นอิสระ

        4. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือการปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามหลัก คือ การปฏิบัติที่สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับธรรมข้ออื่น ๆ หรือการนำสิ่งที่ได้ศึกษาเล่าเรียนและคิดพิจารณาดีแล้วหรือตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักตามความมุ่งหมายของสิ่งนั้น ๆ

ธรรมอันเป็นที่สบาย เหมาะแก่การเจริญกรรมฐาน

สัปปายะ ๗

สัปปายะ คือธรรมอันเป็นที่สบาย เหมาะแก่การเจริญกรรมฐาน

         ๑. อาวาสสัปปายะ มีที่อยู่สบาย ไม่มีสิ่งรบกวนความสงบ

         ๒. โคจรสัปปายะ มีทางเดินอันสบาย ที่จงกรม ที่เดินไปบิณฑบาต

         ๓. ภัสสสัปปายะ มีการฟัง การพูดอันสบาย คือ พูดในเรื่องที่ทำให้เกิดศรัทธาและวิริยะในการปฏิบัติธรรม

         ๔. ปุคคลสัปปายะ มีบุคคลเป็นที่สบาย คือ มีผู้เคยปฏิบัติธรรมมาแล้ว พอที่จะคอยแนะนำได้

         ๕. อุตุสัปปายะ มีฤดูอันเป็นที่สบาย คือ มีอากาศเย็นสบาย

         ๖. โภชนสัปปายะ มีอาหารอันเป็นที่สบาย

         ๗. อิริยาบถสัปปายะ อิริยาบถอันเป็นที่สบาย คือ อิริยาบถใดที่ทำให้จิตคิดพล่านไป ก็ไม่ใช่อิริยาบถนั้น

(จาก อภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๙)

 

 

 

 

 

 

วันนี้เราอาจจะยังร้อนรุ่มเหนอะหนะ

แต่เดือนสองเดือนข้างหน้าอาจเย็นฉ่ำ

ฟ้าสวยเมฆใสไร้ไออบอ้าว

แล้วเราจะลืมความเหนียวตัวในวันนี้ไปสนิท

 

วันนี้เราอาจจะยังอยู่ในภาวะสงคราม

แต่สองอาทิตย์ข้างหน้าอาจสงบราบคาบก็ได้

ถ้าช่วยกันลดคำด่าให้บรรยากาศร้อนน้อยลง

ความรู้สึกเย็นเหมือนสงครามใกล้สงบก็เกิดขึ้นได้แทน

 

วันนี้เราอาจจะยังไม่ลืมภาพที่เกิดขึ้น

แต่ปีหน้าอาจลืมเลือนอย่างสนิทก็ได้

วันนี้และพรุ่งนี้ไม่ประมาทไว้ก่อนก็ดีไม่เป็นไร

แต่อย่าฝังใจแค้นใครให้เกิดภาพเลวร้ายซ้ำซากในหัวเลย

 

วันนี้เราอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่พรุ่งนี้อาจเข้าใจก็ได้

วันนี้ยังงงก็ปล่อยให้งงไปก่อน

ถึงเวลามีคำอธิบายให้เข้าใจก็หายงงไปเอง

 

 

 

วันนี้เราอาจจะยังมีศรัทธาที่หวั่นไหวกับใครต่อใคร

แต่เดือนหน้าอาจมีศรัทธาที่ตั้งมั่นก็ได้

หลังจากทบทวนด้วยความจริง

ไม่ใช่รับฟังแต่คำชี้นำอันเกิดจากเจตนาเป็นเท็จ

 

วันนี้เราอาจจะยังโกรธจัด

แต่อีกสิบปีอาจหายโกรธอย่างสิ้นเชิง

แล้วจะรอยาวไปทำไมตั้งสิบปี

จะดีกว่าไหมถ้าหายโกรธกันวันนี้เลย?

 

พอหายโกรธแล้ว

เราจะได้หาวิธีลงโทษคนทำผิด

ด้วยวิธีที่ไม่ผิด

และไม่ทำให้ประเทศเสียหายไปกว่านี้

 

ศัตรูของเราคือความเข้าใจผิดของคนกลุ่มหนึ่ง

เราต้องฆ่าศัตรูด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง

ไม่ใช่ฆ่าด้วยการยิงร่างกายให้แตกดับสูญเปล่า

เพียงเพื่อรอให้ฝ่ายเขาตามกลับมาเช็คบิลไม่รู้จบ

 

 

 

บ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ

เพราะที่ผ่านมาเราพยายามดับไฟด้วยน้ำมัน

วันนี้... ถึงจะยังรินน้ำใจออกมาไม่ไหว

ก็อย่าสาดน้ำมันกันอย่างเคยเลย

เมื่อวานบอกชัดพอแล้วว่าพวกเราจะได้อะไรคืนกลับมา...

 

(ข้อความตอนหนึ่งจากนักปราชญ์ยุคใหม่ท่านหนึ่ง)

 

        สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ, หรือข้อปฏิบัติที่ใช้สติเป็นประธานหรือหลัก ในการกำหนดระลึกรู้หรือพิจารณาสิ่งทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรม(ธรรมชาติ)นั้นๆ  โดยไม่ถูกครอบงําด้วยความยินดียินร้าย(ตัณหา)ที่ทําให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริงตามอํานาจของกิเลสตัณหา  หรือกล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งสติ จุดประสงค์เพื่อฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณาและรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต และธรรม  เพื่อให้เกิดนิพพิทาความคลายกำหนัดความยึดความอยากจากการไปรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ จึงคลายตัณหา  จึงเป็นไปเพื่อนําออกและละเสียซึ่งตัณหาแลอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสด้วยความพึงพอใจหรือสุขของตัวของตนเป็นสำคัญ  ที่มีในสันดานของปุถุชนอันก่อให้เกิดความทุกข์โดยตรงด้วยเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์,  พระองค์ท่านแบ่ง สติปัฏฐาน ๔ ออกเป็น ๔ หมวดใหญ่ด้วยกัน คือ

 

        ๑. กายานุปัสสนา การมีสติในกายเป็นอารมณ์ คือมีสติกําหนดพิจารณากาย  ให้เห็นกายในกาย คือเห็นตามความเป็นจริงของกาย เช่น "เป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัยอันมีธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ" (อ่านรายละเอียดในไตรลักษณ์)  หรือการเกิดแต่เหตุที่เป็นของสกปรกปฏิกูลโสโครกประกอบหรือเป็นปัจจัยกันขึ้น(ทวัตติงสาการ)  หรือการพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้เกิดนิพพิทา อันล้วนเป็นไปการระงับหรือดับตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทั้งสิ้น

 

        ในขั้นแรกนั้น เป็นการฝึกให้มีสติเสียก่อน  โดยฝึกดูลมหายใจที่หายใจเข้า ที่หายใจออก อย่างมีสติ,  หรือการมีสติอยู่ในอิริยาบถของกาย  แล้วใช้สตินั้นในการพิจารณากายในแบบต่างๆ ตลอดจนการเกิดดับต่างๆของกาย ฯลฯ. ล้วนเพื่อให้เกิดนิพพิทา เพื่อให้จิตลดละความยินดียินร้ายในกายแห่งตนแลบุคคลอื่นเมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของกายนั้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  จิตจะได้คลายความยึดมั่นถือมั่นพึงพอใจหรือหลงใหลในกายแม้ตัวตนของตนหรือบุคคลอื่น  เป็นการตัดกำลังตัณหาแลอุปาทานโดยตรงทางหนึ่ง ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๖ แบบ

 

        ๑.๑ อานาปานสติ  ขอเน้นว่าจุดประสงค์อยู่ที่สติ โดยให้จิตคือสติกําหนดตามดูหรือรู้ตามลมหายใจเข้าออกแบบต่างๆ  ตลอดจนสติสังเกตุเห็นอาการของลมหายใจ  มีจุดประสงค์เพื่อฝึกให้มีสตและเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  เหตุเพราะลมหายใจนั้นก็สามารถใช้เป็นอารมณ์หรือการวิตกในการทำฌานหรือสมาธิได้ด้วย  ข้อนี้จึงมักสับสนกันอยู่เนืองๆ จนก่อโทษ  จึงทำสติต้องเป็นสติ  สมาธิก็เป็นสมาธิ  กล่าวคือเมื่อทำสติต้องเป็นสติ จึงเป็นสัมมาสติ  เมื่อตั้งใจทำสมาธิแล้วเป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ   แต่บางครั้งคราวในการปฏิบัติอาจมีการเลื่อนไหลเพราะสติขาดเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งเป็นคราว เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ต้องกังวล  เนื่องจากบางครั้งฝึกสติก็จริงอยู่ แต่เกิดอาการขาดสติหรือสติอ่อนลงเป็นครั้งคราวบ้างจึงเลื่อนไหลไปเป็นฌานหรือสมาธิแทน  อย่างนี้ไม่เป็นไร  (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอานาปานสติในกายคตาสติสูตร),  การตั้งกายตรง ก็เพื่อช่วยดำรงสติไว้ไม่ให้เลื่อนไหลไปง่วงหาวนอนได้ง่ายๆขณะปฏิบัติ

 

        ๑.๒ อิริยาบถ  คือกําหนดสติให้ระลึกรู้ในอิริยาบถอาการต่างๆของกาย เช่น เดิน นอน ยืน นั่งฯลฯ. คือมีสติรู้ในอิริยาบทต่างๆนั่นเอง  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกับอานาปานสติคือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก  ไม่ได้มีจุดประสงค์โดยตรงเพื่อใช้เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิหรือฌาน (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องอิริยาบถในกายคตาสติสูตร)

 

        ดังนั้นอานาปานสติจึงใช้ปฏิบัติเมื่อวิเวก  ส่วนอิริยบถใช้โดยทั่วไปได้เนืองๆในการดำรงชีวิตประจำวัน

 

        ๑.๓ สัมปชัญญะ  ความรู้ตัวคือปัญญาในการให้มีสติต่อเนื่องในการกระทําหรือการเคลื่อนไหว เช่นเดิน ดื่ม กิน ถ่าย วิ่ง ตื่น หลับ ฯลฯ. กล่าวคือมีสติอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม  สติระลึกรู้อย่างต่อเนื่องสลับสับเปลี่ยนอิริยาบทกันได้ ตามที่สติระลึกรู้ตามความเป็นจริง มีสติระลึกรู้ไม่เพ่งจนแน่วแน่เพื่อการเป็นสมาธิระดับสูงหรือประฌีตแต่อย่างใด ใช้แค่ขณิกสมาธิเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เพราะต้องการฝึกสติเป็นหลัก  ไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นผลที่เกิดรองลงมาเท่านั้น ซึ่งอาจเลื่อนไหลไปสู่ฌานสมาธิในระดับประณีตได้โดยธรรมหรือธรรมชาติอีกด้วย แต่ต้องไม่ใช่เจตนาฝึกสติแล้วไหลเลื่อนเป็นฌานสมาธิเสียทุกครั้งไป ดังเช่น การใช้การจงกรมไปในการเจริญสมาธิเป็นสำคัญก็มี กล่าวคือการใช้ท่าการเดินนั้นเป็นอารมณ์เพื่อเน้นให้เกิดความสงบจากฌานสมาธิเสียเป็นสำคัญแต่อย่างเดียว ไม่ได้สนใจสติหรือปัญญาเลย  แล้วไปเข้าใจเอาว่า ความสงบนั้นถูกต้องดีงามแล้ว  มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อละความดำริพล่านคือฟุ้งซ่านเป็นสำคัญหรือเป็นธรรมเอก (ดังแสดงจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเรื่องสัมปชัญญะในกายคตาสติสูตร)   หรือการรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจหรืองานที่กระทำนั่นเอง

 

        ๑.๔ ปฏิกูลมนสิการ เมื่อมีสติในสิ่งดังกล่าวข้างต้น จิตย่อมไม่ดำริพล่านออกไปปรุงแต่งฟุ้งซ่าน จึงใช้สติที่ฝึกมานั้นอันย่อมประกอบด้วยสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ในที เนื่องจากการละดำริพล่านลงไปเสีย  จึงนำสติและจิตตั้งมั่นนั้นไปใช้พิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายว่าล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาด โสโครก ต้องเข้าใจว่ากายตน(เห็นกายในกายภายใน) และกายของบุคคลอื่น(เห็นกายในกายภายนอก)ต่างก็เป็นเฉกเช่นนี้ ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิดนิพพิทาเพื่อลดละความยึดมั่นพึงพอใจหลงไหลในกายตนและในกายบุคคลอื่นลง  เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงว่าล้วนแล้วแต่เป็นของปฏิกูลโสโครก เพื่อคลายความหลงใหลรักใคร่ยึดมั่นมันลงไป จึงคลายกำหนัด ดังมีกล่าวแสดงรายละเอียดไว้ในกายคตาสติสูตร  หรือดังภาพที่แสดงในทวัตติงสาการ

 

        ๑.๕ ธาตุมนสิการ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของกายนี้ว่า เป็นเพียงก้อนหรือมวลหรือฆนะของธาตุทั้ง ๔ อันล้วนไม่งาม ไม่สะอาด มาประชุมกันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกายนี้ชั่วขณะระยะหนึ่ง ทั้งกายตนเองและบุคคลอื่นเช่นกัน   ดังที่ได้กล่าวไว้ ๒ ลักษณะในการพิจารณาในไตรลักษณ์  และกายคตาสติสูตรโดยละเอียด

 

        ๑.๖ นวสีวถิกา คือพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ เป็นระยะๆ ๙ แบบหรือระยะ จนผุพังเน่าเปื่อยไปในที่สุด และต้องเข้าใจว่ากายตนแลผู้อื่นต่างก็ล้วนต้องเป็นเฉกเช่นนี้  ไม่เป็นอื่นไปได้(ภาพอสุภะ)

 

        ในทางปฏิบัติของ เห็นกายในกาย คือมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆว่า สักแต่ว่ากายตามที่ได้พิจารณาเข้าใจ เพื่อให้บังเกิดนิพพิทาญาณ จึงดับตัณหา

 

        อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า  การมีสติอยู่กับกาย เป็นเพียงการระลึกรู้เท่าทันกาย ทั้งทางด้านปัญญาด้วยเช่นว่าไม่งามเป็นปฏิกูลเพื่อความนิพพิทา   แต่ถ้าแน่วแน่แต่อย่างเดียวขาดสติการระลึกรู้ก็กลับกลายเป็นสมถสมาธิไปได้โดยไม่รู้ตัว (หมายความว่า มีความตั้งใจฝึกสติ แต่ไปทำสมาธิเสียโดยไม่รู้ตัว)

      

 

              ทุก ๆ คนต้องศึกษาหาความรู้จนวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อเพิ่มพูนข้อมูลความรู้และความสามารถไว้ในความจำของตนเอง สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ.

การศึกษาวิชาการทางโลก มักจะมุ่งเน้นในเรื่องการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางวิชาการ(ทางโลก)ในความจำ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ และอื่น ๆ สำหรับดับความทุกข์ทางร่างกายเป็นหลัก.การศึกษาวิชาการทางธรรม มุ่งเน้นในเรื่องการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการพัฒนาจิตของตนเอง โดยการรู้เห็นความคิดและควบคุมความคิดรวมทั้งการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้พ้นความทุกข์ทางจิตใจ โดยไม่เบียดเบียนตนเองและหรือผู้อื่น และพัฒนาจิตใจให้เป็นบุคคลที่ประเสริฐ    การศึกษาวิชาการทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันไปด้วย จะทำให้ท่านมีประสบการณ์ มีความชำนาญ จนสามารถศึกษา ปฏิบัติงาน และดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป ซึ่งเป็นชีวิตที่ประเสริฐของท่าน   เนื่องจากการการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักจะมุ่งตรงไปที่การใช้ข้อมูลสติปัญญาทางโลกในความจำเป็นหลัก และมีการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมน้อยลง จึงอาจเป็นเหตุให้การปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตมีกิเลสเจือปนเข้ามาในความคิดและการกระทำ เป็นผลให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ ผลงานไม่บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม และไม่มีคุณค่า ขณะเดียวกัน การดำเนินชีวิตก็มักจะไม่บริสุทธิ์ และอาจมีความทุกข์ทางจิตใจอยู่เสมอ    เนื้อหาในส่วนนี้ เป็นการแนะนำวิธีปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตโดยใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกและสติปัญญาทางธรรมควบคู่กันไปในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้มีกิเลสเจือปนเข้ามาในความคิดและการกระทำต่าง ๆ จึงทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ มีความบริสุทธิ์ มีความยุติธรรม มีคุณค่า ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจ ซึ่งเป็นความสำเร็จของชีวิตทั้งทางโลกรวมทั้งทางธรรมไปพร้อม ๆ กันด้วย

 

 

 



[1] วิ.มหา.4/32/39

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet


Excellent

#1 By สินิทรา (115.87.138.17) on 2011-03-22 10:50