พุทธปรัชญาเพื่อการดับทุกข์ในยุคปัจจุบัน 

 

Buddhism Philosophy for method to stop  misery  in suddenly era.

 

 

………………โดยทั่วไปคนจำนวนมากมักคิดกันเอาเองบ้างว่าการมีความรู้สูงส่ง  มีความสามารถเฉพาะตัวสูงในหน้าที่การงาน   การเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างไปจนถึงคนที่มีชีวิตทุกชั่วโมงนาทีเพื่อคนทั้งองค์กร, สถาบัน, บริษัท, ห้างร้าน เป็นต้น    ครอบครัวที่สมบูรณ์ทรัพย์ศฤงคาร สุขภาพแข็งแรง และเกียรติ จึงจะพบกับความสุข หารู้ไม่ว่ากำลังจมอยู่กับอดีต หรือติดอยู่กับอนาคตเพียงเครื่องเอิบอาบกำซาบจิตใจร่างกายให้ดื่มด่ำกับความสุขเทียมนั้น เพราะชีวิตที่สมบูรณ์แบบ อย่างนั้นไม่มี    แต่เปล่าเลยการที่จะมีชีวิตอยู่ได้แม้ความสมบูรณ์พูลผลอย่างกระนั้นก็ตาม   ในความเป็นจริงแล้วชีวิตที่รู้อยู่กับปัจจุบันต่างหากคือชีวิตที่แท้จริงเพราะไม่ได้หลงในบุญและไม่ได้หลงในความมีความเป็นจริงๆ    และคนที่มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันต่างหาก คือคนที่มีความสุขอย่างแท้จริง.....”

โจทย์สังคมทุกวันนี้  สังคมต้องการเครื่องเยียวยาจิตใจขนานเอกที่ว่า........ทำอย่างไรดีหนอ?เราจะอยู่ในสังคมนี้ได้โดยไม่เครียดกับเรื่องเหล่านี้มากจนเกินไป ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าปัญหาทั่วๆ ไปในเมืองหลวงและปริมณฑล  ฝนตกน้ำท่วมซอย, รถติดแหง็กเป็นชั่วโมงๆ  ปัญหาอุปสงค์และอุปทานที่ไม่ใช่แค่กระทบต่อสภาวะการบริโภคใช้จ่ายของคนเดินดินกินข้าวแกงเท่านั้น  แต่กระทบมาสู่เศรษฐกิจภายใต้หลังคาเล็กๆ ของเราๆท่านๆ ทุกคน   วิสัชนาได้ว่าการมีสติดับทุกข์ที่เกิดเฉพาะหน้านั้นเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะว่าการกำหนดรู้ตามสภาพที่เป็นจริงหรือจะพูดให้เข้าใจภาษาพระก็คือการรู้จักปลงในสิ่งที่เกินกว่าความสามารถที่เราจะต้านทานมันไว้ได้  และรู้จักรับมือกับปัญหาความเครียดนั้นๆ อย่างมีศิลปะชั้นเชิงอย่างที่สุด  เพื่อปลุกเร้าให้เรา   enjoy กับงาน และให้เวลากับตัวเองเพื่อการพัฒนาความสดชื่นแจ่มใสส่องสว่างทางจิต  เพราะว่าถ้าหากวันใดสมองเกิด error  ขึ้นมา  สมองไม่รับภาระหนักอันเกิดจากความเครียดเข้าสักวัน  ถ้าเราไม่ได้เจตนาลงมือปฏิบัติสมาธิจิตหรือฝึกฝนการใช้สติกำหนดรู้บ้างก็เป็นเรื่องที่ลำบากอยู่

             

                   สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์.........เพราะเราได้เจอกับปัญหาเข้าแล้วหรือ?

               ปัจจุบันวิทยาการสมัยใหม่  ได้เจริญก้าวหน้าล้ำความเจริญทางด้านจิตใจ  เพราะมีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างมากมาย  ทำให้สังคมขยายขึ้น  ทุกคนต่างแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอดจึงมีการแข่งขันกันมากขึ้นผนวกกับการบีบคั้นทางเศรษฐกิจและสังคม  ทำให้สุขภาพจิตของคนไทยเสื่อมลง  ผู้คนมีแต่ความเครียดจึงเกิดปัญหาขึ้นมากมาย  ปัญหาต่าง ๆ เกิดจากสาเหตุ  ดังนี้

   1. ปัญหาประชากร ประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้นมากมาย  อัตราการเกิดสูง อัตราการตายต่ำ และยังมีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยอีก  จึงเกิดการแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอด  จึงเป็นที่มาของปัญหาทางจิต  ดังนี้                         

      1.1 ความยากจน เมื่อแก่งแย่งไม่ได้ก็เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดความกดดัน หมกมุ่น จนเกิดความเครียดได้

      1.2 การศึกษา  คนในสังคมปัจจุบันมักมีค่านิยมที่นับถือผู้มีความรู้  พรั่งพร้อมทางวัตถุผู้ที่ไม่มีก็จะเกิดปมด้อยหรือทำไม่ได้ตามที่ตนเองคาดหวัง  ก็ให้เป็นโรคจิต  โรคประสาทได้

      1.3 การว่างงาน  งานคืออาชีพที่เลี้ยงตนเองให้อยู่รอดในสังคม  ปัจจุบันระบบการผลิตมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้  ทำให้คนว่างงาน  งานมีน้อยกว่าคน  เกิดปัญหาคนไม่มีงานทำ

      1.4 ที่อยู่อาศัย  เมื่อมีคนจำนวนมาก ที่อยู่ก็ไม่เพียงพอ ที่มีอยู่ก็ไม่ถูกใจ  อยู่อย่างจำเป็นต้องอยู่ ก็เกิดปัญหาทางใจได้

   2. ปัญหาสุขภาพอนามัย  อนามัยของคนเป็นเครื่องชี้คุณภาพของพลเมืองในประเทศได้      ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง  ก็จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาทางจิตของคนไทยในปัจจุบันซึ่งแยกได้ดังนี้

      2.1 ปัญหาครอบครัวนับว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก  ถ้าครอบครัวเกิดความขัดแย้ง  ความสงบสุขไม่เกิดขึ้น  ถ้ามีลูกลูกก็จะมีปัญหาต่อไป  ถ้าครอบครัวเกิดความแตกแยก  สภาพจิตใจของทุกฝ่ายก็จะแย่ลง                                                                                                   

      2.2 ปัญหายาเสพย์ติด  ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงมากในปัจจุบันส่วนหนึ่งมาจากปัญหาครอบครัว     และสังคมที่บีบรัด

      2.3 ปัญหาการบริโภค  คนไทยมีค่านิยมในการบริโภคเกินพอดี  หมกมุ่นอยู่ในความสุขทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนเกินความจำเป็นเมื่อทำไม่ได้ตามที่ต้องการก็เกิดความเสื่อม    ทางใจ  เพราะว่าเกิดความทุกข์มีปรารถนาต้องการอยู่ตลอดเวลา   หรือทางพระพุทธศาสนาเรียกว่ากามคุณ 5 เป็นต้น

      2.4 โรคภัยต่าง ๆ ปัจจุบันโรคภัยใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา  ทำลายชีวิตของผู้คนอย่างมากมาย  โดยเฉพาะโรคเอดส์  ที่เป็นแล้วตาย  ผู้ที่เป็นจะเกิดความกลัวมีความเครียด  เกิดปัญหาอย่างมากในสังคมปัจจุบัน  สิ่งนี้เราใช้ศีลข้อกาเมฯมาแก้ คือ ไม่ประพฤติผิดมั่วลูกมั่วเมีย มั่วในคู่ครองของผู้อื่นถ้าจะว่าให้ง่ายๆหน่อยก็คือไม่ไปยุ่งกับคนที่เขาหวงห้ามทั้งลูกสาวหรือ ลูกชาย สามีของเขา      เป็นต้น

   3. ปัญหาแรงงาน  เมื่อประชากรมากขึ้นการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น  แรงงานส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำ  เล่นพรรคเล่นพวก นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีด้านการผลิตมาใช้มากขึ้น  คนจึงตกงานเมื่อคนตกงานมาก ๆ ขึ้น  ก็เกิดความฟุ้งซ่านซึ่งเป็นที่มาของโรคจิตอีก

   4. ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  ปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญอย่างมากมีผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาโรคทางจิตได้เพราะปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

      4.1 มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย ทำให้คนเกิดความอยากมี อยากเป็น อยากได้  พอไม่สำเร็จก็เครียด  เช่น  บ้าน  รถยนต์  วิทยุ  โทรทัศน์  โทรศัพท์  เป็นต้น

      4.2 สื่อ  ข่าวสารข้อมูล  ปัจจุบันแพร่ไปอย่างรวดเร็วคนที่ไม่ทันเหตุการณ์ก็เคลือบแคลงสงสัย  คนที่รู้เร็วรู้มากก็ปรับตัวไม่ทัน  ทั้งหมดก็มีผลทำให้กระทบต่อจิตใจ

      4.3 มลพิษ เกิดขึ้นได้ทุกขณะ คนในเมืองเจอการจราจรติดขัดก็เครียด เจอควันพิษก็เครียด  แต่ทุกอย่างก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

   ทุกปัญหาคือที่มาของโรคจิต  ซึ่งนับวันจะมีความรุนแรงขึ้นการแก้ไขปัญหาจึงทำได้ยากหรือต้องใช้เวลานาน  บางปัญหาแก้ไขไม่ได้เลย  แต่เราจะอยู่รอดในสังคมได้เพราะเราเป็นชาวพุทธ  พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสุขภาพจิตไว้มากมายโดยเฉพาะการนั่งสมาธิ  ซึ่งใช้ได้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน

 

 

 

        ธรรมะในปัจจุบัน     ไม่ได้มีแต่เพียงในวัดดังๆ และวัดที่ไม่ดังเท่านั้น  แต่ปัจจุบันได้มีการสร้างวัดออนไลน์   ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ตามความเป็นจริงของสมัยกระแสนิยมผลิตภัณฑ์ครองโลก   อาจเพราะว่าประเทศไทยเราเหมาะแก่การเผยแผ่หลักธรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างสูงสุดในระดับ  Ultimate เลยก็ว่าได้อยากจะบอกว่าพระภิกษุและพุทธบริษัทเชื้อสายไทยกว่า80% ที่ท่านเป็นพระมหาเปรียญ พระนักศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์ของเมืองไทยท่านเข้าใจธรรมะในระดับที่สามารถถ่ายทอดออกมาในระดับหนึ่งได้เป็นอย่างดี  คงไม่ต้องบอกว่าเอ้านั่งสมาธิทำอย่างไร เอ้าหลับตาเบาๆ หายใจเข้าลึกๆ นึกถึงพระพุทโธ  นั่นประชาชนทำได้ทั้งประเทศแล้ว   แต่ทว่าสิ่งที่ผู้คนต้องการก็คือ “หนังสือธรรมะดีๆ สักเล่ม”  ที่มีไว้อ่านทำความเข้าใจรับรู้และรับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง  นั่นเพราะหนังสือธรรมะไม่เคยทำร้ายความรู้สึกใครมากไปนัก  เพราะนั่นเป็นความจริงอย่างน้อยก็ กว่า  70%  ที่นำมาจากพระไตรปิฎกเล่มมหึมาหนาเท่าตึก  ผ่านการคัดสรรค์ปรับปรุงสังคายนามาแล้วจากยุคหนึ่งส่งต่ออีกยุคหนึ่ง   ทำไมพระภิกษุในพระพุทธศาสนาชาวจีนที่ชื่อซัมจั๋งถึงได้ยอมเสียสละความมียศถาบรรดาศักดิ์แสวงหาพระธรรมเพื่อแปลมาเป็นคัมภีร์  โดยหาทางการเดินทางที่ลำบากลำบน   เป็นที่ยอมรับได้ในหมู่ผู้มีปัญญา  และทั้งนักวิชาการต่างๆ  การศึกษาธรรมะคือการพักผ่อนระยะสั้นทางจิตวิญญาณที่ได้ผลอย่างเลิศที่สุด.........เกิดมาชาติหนึ่งเราต้องอ่านหนังสือเรื่องมิลินทปัญหาให้ได้.....ต้องอ่านคัมภีร์ปัญญาสชาดกให้ได้......ต้องอ่านหนังสือพระเจ้าสิบชาติให้ได้........ต้องอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรให้ได้เพราะเหตุใดที่พระถังซัมจั๋งผู้เป็นนักปราชญ์สูงสุดในยุคหนึ่งของจีนต้องอดทนยอมเดินทางอัญเชิญพระไตรปิฎกต่อถึงแม้ว่าตนจะต้องคมศรเจ็บปวดก็ยังดั้นด้นไปนำพระคัมภีร์กลับมาแปลเผยแผ่พระธรรมยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน  ผู้เขียนเพียงแค่ต้องการจะบอกว่าบางครั้งอารยธรรมโบราณอย่างอารยธรรมพระพุทธศาสนานั้นได้แลกมาด้วยความยากลำบากของบรรดาครูบาอาจารย์ผู้ตรากตรำอุตสาหพยายาม  เพื่อต้องการให้ประเทศของตนๆ ได้มีตำราทางพระพุทธศาสนาชั้นดีไว้ศึกษาเพื่อความเจริญก้าวหน้าของคุณภาพชีวิต  และเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างสูงสุดทางจิตวิญญาณ

                                                                                                                  

 

 

                เป็น....อะไรที่ยากหากจะมีการนำเรื่องพระพุทธศาสนามาแนะนำแนวทางประชาชนในยุคที่การเมืองร้อนระอุกว่าเศรษฐกิจการลงทุน  การแบ่งกีฬาสีหลายฝ่ายทางการเมือง  เพื่อการต่อรองความชอบธรรม (ที่เพิ่งจะได้ปิดฉากลงอย่างคลุมเคลือคุกรุ่นแต่เขม่ายังมีติดมานิดๆ)  อาจมีคนตั้งคำถามเล่นๆ ในใจบ้างว่า “ความสามัคคีในชาติ”ที่เพื่อนไทยเคยร่วมใจกันมาหายเข้ากลีบเมฆแล้วหรือ?  หรือว่านั่นคือแค่เกมส์กดธรรมดาที่พอถ่านหมดเกมส์ก็หมดไปตามถ่านอย่างนั้นหรือ?

ความจริงคนไทยเราเป็นชาติที่งดงามไปด้วยน้ำใจ    มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  คนดีศรีอยุธยา  ก็มาเป็นคนดีศรีสยามแทน  ไม่มีใครเลยที่จะเป็นผู้ชนะสิบทิศค้ำฟ้าตลอดกาลนั่นคือไตรลักษณ์ (แม้แต่พระเจ้าบุเรงนองก็ตาม)      ค่าแรงที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าถูกมากๆ หุ้นที่น่าช้อนซื้อมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก   ประเทศที่เคยเรียกตนว่าเคยเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำถูกที่สุดแต่ในทางกลับกันอะไรในหลายๆ เรื่องได้ถูกเปลี่ยนแปลงในทุกๆบริบท   โดยเฉพาะบริบททางการเมืองไปมากมายจนบางครั้งตาสีตาสาที่อยู่บ้านนอกต่างจังหวัดทำอาชีพการเกษตรทำนาทำไร่อาจรู้ไม่เท่าทันการเมืองและ  ยุคเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง  หากจะมีการนำหลักการบางอย่างที่มาจากทางพระพุทธศาสนา(หรือหลักธรรมพุทธฯ)ที่เป็นพื้นฐานศรัทธาทางจิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยมสำหรับสังคมชาวไทยที่ทุกวันนี้พุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมชั้นรากแก้วไปเสียแล้ว  บางครั้งบางทีการ “เคลือบรส” หรือธรรมะเคลือบช็อกโกแลตอาหารทานเล่นรสหวาน อย่างที่ท่านว. วชิรเมธีท่านได้เคยกล่าวไว้นั้นอาจเป็นทางเลือกที่สำหรับนักเผยแผ่ธรรมะรุ่นใหม่ได้หยิบฉวยมาใช้สอดแทรกบริบททางธรรมและผนวกองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องการจะสื่อสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดประเด็นที่แจ่มแจ้ง จูงใจ เร้าใจ และ ร่าเริง  เพราะว่าทุกวันนี้การจะทำอะไรให้ได้รับความนิยม  หรือพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย เป็น “Talk of The town” นั้นจะต้องมีการ “จับประเด็น”   และได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจนกลายมาเป็นกระแสนิยมคล้ายเทรนด์เกาหลี (เสื้อผ้า,ทรงผม,รสนิยม,วัฒนธรรมการกินประมาณนี้)  นอกจากสื่อตีพิมพ์แล้วก็ยังมีระบบเครือข่ายอย่าง ที่ทราบกันมากมายในปัจจุบัน    จะว่าไปแล้วหลักการพื้นฐานที่เรียกว่าฆราวาสธรรมก็เป็นเรื่องที่คอยประคับประคองประเทศได้เป็นอย่างมาก  อาทิเช่น  เรื่องของ  “สัจจะ  ความจริงใจต่อกันฉันญาติมิตร”  “ทมะ ความรู้จักข่มกลั้นจิตใจที่พลุ่งพล่านเพราะความโกรธขึ้งขาดปัญญาในการดำเนินชีวิต” การเมืองกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่รังแต่จะสร้างความแตกแยกทางจิตใจที่ร้าวรานของประชาชนภายในชาติ โดยลืมนำหลักธรรมที่สูงที่สุดมายับยั้งนั่นก็คือ “สติมาปัญญาเกิด  ถ้าสติเตลิดจะเกิดปัญหา” ก็คือเมื่อไม่ประมาทในธรรมก็เท่ากับมีสติ  เมื่อมีสติก็มีปัญญามีการรับรู้กลั่นกลองที่ถูกต้อง   สรุปเอาง่ายๆ ที่สุดก็คือการนำหลักการที่ว่าพวกเราทุกคนในชาติมาร่วมกันเสียสละสติปัญญาความรู้ความสามารถคนละนิดหน่อย “หยุดที่นี่  หยุดเดี๋ยวนี้  หยุดที่ใจของพวกเราทุกคน  ก่อนที่กรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยกว่าปีจะแตก!!!!”  นี่ไม่ได้เป็นการเตือนที่ว่าทำไมหล่ะ เราต้องมาทะเลาะกัน  เกลียดโกรธกัน  ทำร้ายกัน เพราะเรื่องไร้สาระบางเรื่อง?!!!ที่พรากพาชีวิตประชาชนมาจมมากองมาทับถม มาแก่งแย่งศรัทธาที่ไม่ได้อยู่ในวัดกันด้วย?!!! อยุธยาแตกเพราะขาดความสามัคคี  กรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยกว่าปีก็อาจแตกได้เพราะการขาดความสามัคคีของคนในชาติเหมือนกัน   ในยุคที่บ้านเมืองไร้พรมแดนอย่างนี้ไม่มีกำแพงเมืองอีกต่อไปแล้ว  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือศีลธรรม  หลวงพ่อพุทธทาสท่านให้วาทะไว้อย่างน่าคิดว่า “ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ” ซึ่งได้เป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในยุคนี้   การที่ผู้เขียนได้นำแนวคิดพุทธปรัชญามาผนวกกับหลักการใช้สติกำหนดรู้ที่ไม่ยากจนเกินไปและก็ไม่ได้ง่ายจนเกินไปนัก  เพื่อต้องการให้คนที่ได้อ่านได้ซึมซับพระธรรมอย่างเป็นฉากเป็นชั้นเท่าที่จะถ่ายทอดได้